ภาพวิว รูปถ่าย สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย

Thai Travel Community สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
กันยายน 10, 2010, 12:08:34 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก เว้บบอร์ด   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วัดพระธาตุแช่แห้ง แจ่แห้ง อำเภอ เมือง น่าน  (อ่าน 3413 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 17 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
admin
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 608


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: เมษายน 15, 2009, 09:17:40 pm »

วัดพระธาตุแช่แห้ง



  สำหรับคนทั่วไป เมืองน่านดูเสมือนเมืองเล็กๆ ที่เป็นเมืองผ่าน แต่จริงๆๆแล้ว หากได้มาสัมผัสกับความเป็นเมืองน่านในวันนี้แล้ว จะพบว่า เมืองน่านเป็นเมืองเล็กๆที่มีความน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าจังหวัดใหญ่ๆ หรืออำเภอดังๆอื่นๆ ที่นี้ยังคงรักษาความงดงามของวัฒธรรม การดำรงชีวิตได้น่าประทับใจยิ่งนัก และวันนี้คนปีระกาจะพาเพื่อนๆไปไหว้พระนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดของชาวปีเถาะที่วัดพระธาตุแช่แห้ง  พระธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุประจำปีเถาะ ชาวล้านนาเชื่อว่าหากได้มีโอกาสไปนมัสการแล้วหละก็จะได้รับอานิสงส์อย่างยิ่ง  พระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่ที่ ตำบล ม่วงติ๊ด กิ่งอำเภอ ภูเพียง จากตัวเมืองข้ามสะพานแม่น้ำน่าน ไปตามเส้นทางสายน่าน-แม่จริม  ประมาณ 2 กิโลเมตร พระธาตุแช่แห้ง เป็นปูชนียสถานที่สำคัญมีอายุกว่า 600 ปี พญาการเมืองโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1891 เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากกรุงสุโขทัย องค์พระธาตุมีความสูง 55.5 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างด้านละ22.5 เมตร บุด้วยทองเหลืองปิดทองคำเปลวหมดทั้งองค์  บริเวณวัดประกอบไปด้วย วิหารพระนอน วิหารหลวง เจดีย์พระธาตุ  


* jae-hang-temple-05.jpg (402.01 KB, 600x800 - ดู 3062 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-01.jpg (101.44 KB, 800x533 - ดู 3133 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-27.jpg (153.73 KB, 533x800 - ดู 2998 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-02.jpg (95.3 KB, 533x800 - ดู 2110 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-03.jpg (142.37 KB, 533x800 - ดู 2940 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-04.jpg (124.86 KB, 800x533 - ดู 2898 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-05.jpg (125.43 KB, 800x533 - ดู 3008 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-06.jpg (106.06 KB, 800x533 - ดู 2923 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-07.jpg (123.04 KB, 533x800 - ดู 2819 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-08.jpg (136.48 KB, 533x800 - ดู 2829 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-09.jpg (96.62 KB, 800x533 - ดู 2876 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-10.jpg (146.49 KB, 533x800 - ดู 2896 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-11.jpg (128.92 KB, 800x533 - ดู 2800 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-12.jpg (103.08 KB, 533x800 - ดู 2496 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-13.jpg (138.19 KB, 533x800 - ดู 2525 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-14.jpg (126.32 KB, 533x800 - ดู 2449 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-15.jpg (89.93 KB, 800x533 - ดู 2494 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-16.jpg (128.95 KB, 533x800 - ดู 2441 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-17.jpg (118 KB, 533x800 - ดู 2448 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-18.jpg (178.36 KB, 533x800 - ดู 2424 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-19.jpg (163.63 KB, 533x800 - ดู 2432 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-20.jpg (145.2 KB, 533x800 - ดู 2412 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-21.jpg (151.22 KB, 533x800 - ดู 2384 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-22.jpg (65.28 KB, 533x800 - ดู 2373 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-23.jpg (135.34 KB, 533x800 - ดู 2395 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-24.jpg (148.49 KB, 533x800 - ดู 2368 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-25.jpg (55.02 KB, 533x800 - ดู 2353 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-26.jpg (126.57 KB, 800x533 - ดู 1861 ครั้ง.)

* Prathat-Chaehang-Nan-27.jpg (153.73 KB, 533x800 - ดู 1809 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2009, 12:51:08 pm โดย admin » บันทึกการเข้า

admin
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 608


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 15, 2009, 10:54:35 pm »

ภาพเพิ่มเติม ครับ เต็มไปด้วย ประวัติศาสตร์เจงๆ

website วัด ครับ http://www.ch.or.th/default_thai.asp  

ประวัติวัดพระธาตุแช่แห้ง ตอน พงศาวดารเมืองน่าน

        

             ประวัติวัดพระธาตุแช่แห้งแห้งตามพงศาวดารที่ได้มีการบันทึกมามีมากมายหลายกระแสทั้งบันทึกไว้ในฝ่ายวัดทั้งบันทึกไว้ในฝ่ายเมือง ข้อมูลประวัติวัดพระธาตุแช่แห้งที่ได้เขียนในหนังสือเล่มนี้ อาจมีความแตกต่างจากบันทึกอื่นๆไปบ้าง ก็เพราะเป็นการประมวลจากบันทึกหลายสำนัก เพื่อให้ได้ใจความสำคัญพอสมควร  แต่ก่อนที่จะเข้าถึงเนื้อหาของประวัติวัดพระธาตุแช่แห้ง ก็ต้องขอย้อนยุคไปในสมัยก่อนเริ่มสร้างเวียงภูเพียงแช่แห้ง เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบถึงความเป็นมาอันยาวนานของอาณาจักรแห่งนี้ก่อน                      

           ในสมัยครั้ง พญาภูคา ทรงปกครองเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง คือ เมืองย่าง ที่ตั้งอยู่ภายใต้วงล้อมของป่า  และภูเขาสูงใหญ่  ที่ขนานนามว่า  ดอยภูคา พญาภูคา  มีโอรส ๒ องค์  องค์พี่มีนามว่า  เจ้าขุนนุ่น  ส่วนองค์น้อง  มีนามว่า  เจ้าขุนฟอง  เรื่องราวของสองพี่น้องนี้เป็นตำนานเล่ามาว่า

            มีนายพรานป่าผู้หนึ่งออกไปล่าสัตว์ในป่า  ได้เดินตามรอยเนื้อหลงขึ้นไปบนยอดดอย และได้หยุดพักใต้ร่มไม้ต้นหนึ่ง  ที่โคนต้นไม้นั้น  เขาได้พบไข่  ๒  ลูก  ใหญ่ขนาดลูกมะพร้าว  นายพรานผู้นั้นจึงนำไปถวายพญาภูคา  ท้าวพญาท่านได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ลูกหนึ่งได้เก็บไว้ในตะกร้านุ่น  อีกลูกหนึ่งเก็บไว้ในตะกร้าฝ้าย   ครั้นไม่นานนักไข่ที่เก็บไว้ในตะกร้านุ่นก็เกิดแตกก่อนออกมาเป็นเด็กชายมีผิวพรรณวรรณงามนัก ท้าวพญาก็ได้ให้ชื่อว่า เจ้าขุนนุ่น  ต่อมาอีกไม่นานไข่ใบที่สองที่เก็บไว้ในตะกร้าฝ้ายก็แตกออกเป็นเด็กชายที่มีผิวพรรณวรรณงดงามไม่แพ้กันท้าวพญาจึงได้ให้ชื่อว่า  เจ้าขุนฟองและเลี้ยงเด็กชายทั้งสองดั่งราชโอรสจนเติบใหญ่

             ครั้นเจ้าขุนนุ่นอายุได้ ­ ๑๘  ปีและเจ้าขุนฟองอายุได้  ๑๖ ปีได้กราบทูลขอพระราชบิดาออกมาสร้างบ้านสร้างเมืองเอง ท้าวพญาจึงได้ให้พระฤาษีเถรเจ้าหาที่สร้างบ้านสร้างเมืองให้ราชโอรสทั้งสอง  พระฤาษีเถรเจ้าจึงได้พาเจ้าขุนนุ่นเดินทางไปยังทิศตะวันออกของเมือง พอไปถึงสถานที่หนึ่งมีชัยภูมิเหมาะแก่การสร้างเมืองพระฤาษีเถรเจ้าก็ให้เจ้า ขุนนุ่นตั้งเมืองอยู่ที่นั่น และตั้งชื่อเมืองว่า จันทบุรี  เสร็จดังนั้นพระฤาษีเถรเจ้าก็ได้กลับมาพาเจ้าขุนฟองเดินทางไปยังทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือถึงใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง(แม่น้ำน่านปัจจุบัน)พระฤาษีเจ้าก็ ได้ให้เจ้าขุนฟองตั้งเมืองอยู่ที่นั่นและให้ชื่อว่า  วรนคร (ปัจจุบันคือท้องที่ อ.ปัว) เมืองวรนครนี่แหละคือต้นกำเนิดของเมืองน่าน

           เจ้าขุนฟองเสวยราชสมบัติอยู่เมืองวรนครได้ไม่นาน ก็ได้ถึงแก่พิราลัยเหล่า เสนาอามาตย์ทั้งหลายก็สถาปนา เจ้าเก้าเกื่อน ผู้เป็นราชโอรสขึ้นครองราชย์แทน      เจ้าเก้าเกื่อนเสวยราชย์เมืองวรนครระยะเวลาหนึ่ง พญาภูคาเจ้าเมืองย่างผู้เป็นปู่ซึ่งได้ชราภาพลงมากนักได้มีพระราชสารถึงเจ้าเก้าเกื่อนให้มาปกครองเมืองย่างแทน    เมื่อนั้นเจ้าเก้าเกื่อนจึงได้ให้ นางพญาท้าวคำปินผู้เป็นมเหสีรักษาเมืองวรนครแทน   อยู่ได้ไม่นานเท่าใดพญางำเมืองเจ้าผู้ครองพะเยา  รู้ข่าวว่าเมืองวรนครขาดเจ้าผู้ปกครองเมืองจึงได้ยกทัพเข้ามาชิงเอาเมืองไป นางพญาท้าวคำปิงจึงหนีไปซ่อนตัวอยู่ในป่า และได้ประสูติราชโอรสภายในป่านั่นเอง   ครั้นเวลาหนึ่งได้มีนายบ้านซึ่งเป็นพ่อครัวเก่าไปเจอเข้าก็ได้นำพระมเหสีและราชโอรสไปเลี้ยงจนเติบใหญ่ จนอายุได้ ๑๖ ปี นายบ้านก็ได้นำราชโอรสเข้าเฝ้าพญางำเมือง ท้าวพญาก็เห็นว่ามีฝีมือดีนัก จึงได้ตั้งชื่อให้ว่า เจ้าขุนไส่  ต่อมาได้มีความดีความชอบพญางำเมืองจึงได้ให้ไปปกครองเมืองปาด ให้ชื่อว่า เจ้าไส่ยศ          

          เมื่อนั้นพญางำเมืองจะเสด็จกลับเมืองพะเยาจึงได้ตั้งมเหสีที่ได้แต่เมืองวรนครชื่อ อั้วสิม และโอรสชื่อ เจ้าอามป้อม ปกครองเมืองแทน   ครั้นถึงฤดูปีใหม่     นางอั้วสิม และเจ้าอามป้อมได้นำเครื่องบรรณาการไปถวายแด่พญางำเมืองที่เมืองพะเยา แต่ได้ถูกท้าวพญาตำหนิก็เก็บความแค้นไว้ในใจ   เมื่อกลับมาถึงเมืองวรนคร  นางจึงแต่งหนังสือถึง เจ้าไส่ยศ เจ้าเมืองปาดให้ยกทัพมายึดเมืองวรนครและตกแต่งกันเป็นผัวเมีย  ครั้นพญางำเมืองทราบข่าวก็โกรธมากจึงยกทัพไพร่พลศึกเป็นอันมากมาตีเมืองวรนคร  เมื่อนั้นเจ้าไส่ยศ จึงแต่งเจ้าอามป้อมเป็นทัพหน้าออกไปรบ   พญางำเมืองเห็นดังนั้นก็มีใจรักลูกจึงได้ยกทัพกลับพะเยาดังเดิม

       เมื่อนั้นเสนาอามาตย์ทั้งหลายมีเจ้าอาป้อมเป็นต้น ก็ได้อุสาราชาภิเษกเจ้าขุนไส่ยศ เจ้าเมืองปาด ให้เสวยราชย์ปกครองเมืองวรนคร ในปีพุทธศักราช ๑๘๖๒ นั่นเอง   และทรงใช้พระราชทินนามว่า  เจ้าพญาผานอง ( เหตุว่าตอนประสูติในป่านั้นไม่มีน้ำกินน้ำใช้ภายหลังฝนตกลงมาเกิดน้ำนองพัดหินผามากองเป็นจำนวนมาก)    ทรงปกครองบ้านเมืองมายาวนานได้ ๓๐ ปี      มีพระราชโอรสทั้งหมด ๖ พระองค์   องค์ที่ ๑ ชื่อเจ้าการเมือง  องค์ที่ ๒ ชื่อ เจ้าเล่า  องค์ที่ ๓ ชื่อ เจ้ารื่น     องค์ที่ ๔ ชื่อ เจ้าบาจาย      องค์ที่ ๕ ชื่อ เจ้าควายตม    องค์ที่  ๖  ชื่อเจ้าไส    ครั้นเมื่อพญาผานองสวรรคต เหล่าเสนาอามาตย์ก็สถาปนา เจ้าขุนไส ราชโอรสองค์ที่  ๖ ขึ้นเสวยราชย์แทน  เจ้าขุนไสเสวยราชย์ได้  ๓ ปี ก็สวรรคต                        

            ในปีพุทธศักราช  ๑๘๙๖ นั่นเอง เหล่าเสนาอามาตย์ทั้งหลายก็จึงได้สถาปนาราชาภิเษก  เจ้าพญาการเมือง ขึ้นเสวยราชย์ปกครองเมืองวรนครสืบมา  และเรื่องราวพระธาตุแช่แห้งได้เริ่มต้นขึ้นในสมัย พญาการเมืองนี่เอง   กล่าวว่า

          เมื่อปี  พ.ศ.  ๑๘๙๖ ในขณะที่ พญาการเมืองเจ้าผู้ครองเมืองวรนคร   ได้รับเชิญจาก  พระยาโสปัตตกันทิ  (พระเจ้าไสลือไท)  กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย  ให้ไปร่วมพระราชกุศล  สร้างพระอารามหลวงในกรุงสุโขทัย  เมื่อทรงสร้างพระอารามหลวงเสร็จแล้ว  พระเจ้ากรุงสุโขทัย  ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอันมาก  ที่เจ้าผู้ครองนครน่านได้มาร่วมพระราชกุศลสร้างพระอารามหลวงจนเป็นผลสำเร็จ  จึงได้โปรดพระราชทาน  พระบรมสารีริกธาตุให้รวม  ๗  องค์  รูปพรรณสัณฐานเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด  มีวรรณะต่างกัน  และพระพิมพ์ทองคำ  ๒๐  องค์  พระพิมพ์เงิน  ๒๐  องค์  ให้แก่  พญาการเมือง

          พญาการเมือง  มีความยินดีอย่างมาก  จึงได้อาราธนาพระบรมสารีริกธาตุกลับมายังเมือง วรนคร แล้วพระองค์ได้ปรึกษา  พระมหาเถรธรรมบาล  พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ว่า  สมควรจะอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุนี้ไปประจุไว้  ณ  ที่ใดจึงจะสมควร

          พระมหาเถรธรรมบาล  ได้พิจารณาแล้วให้คำแนะนำว่า  ที่ดอยภูเพียงแช่แห้งเป็นชัยภูมิดีสมควรอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานไว้  ณ  ที่นั้น  พญาการเมืองเห็นชอบด้วย  จึงได้อันเชิญพระบรมสารีริกธาตุ  พร้อมด้วยพระพิมพ์ทองคำ  พระพิมพ์เงิน  ไปยังดอยภูเพียงแช่แห้ง  ประจุลงในเต้าปูนทองสำริด  แล้วพอกด้วยสะตาย  (ปูนขาวผสมยางไม้)  กลมเหมือนก้อนศิลา  แล้วขุดหลุมลึก  ๑  วา  อาราธนาพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานไว้ในหลุมนั้น  กลบดินแล้วก่อเจดีย์สูง  ๑  วา  ทับไว้อีกชั้น

          เมื่อพญาการเมืองได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้  ณ  ดอยภูเพียงแช่แห้งแล้ว  กาลต่อมาหลังจากเสวยราชสมบัติที่เมืองวรนครได้  ๖ ปี   จึงย้ายจากเมืองวรนคร  ( อำเภอปัวในปัจจุบัน )  มาสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่เชิงดอยภูเพียงแช่แห้ง  ทรงขุดคลอง และสร้างกำแพงดินเป็นกำแพงเมืองมีประตูเข้าออกดีแล้ว ทรงขนานนามเมืองตามชื่อดอยว่า  เวียงภูเพียงแช่แห้ง

          พญาการเมือง ทรงปกครองเวียงภูเพียงแช่แห้งแห่งนี้ได้เพียง  ๕  ปี    ขุนอินตาเมืองใต้ ได้เอาผ้าชั้นดีเคลือบยาพิษมาถวายเป็นบรรณาการ  พระองค์ทรงเอาพระหัตถ์ลูบจับผ้าดู ก็โดนยาพิษถึงแก่พิราลัยในปีพุทธศักราชที่  ๑๙๐๖ นั่นเอง      พญาผากอง  ผู้เป็นโอรส  ได้ขึ้นครองเมืองสืบมาอีก  ๖  ปี แม่น้ำเตี๋ยนและ แม่น้ำลิง(แม่น้ำน่านในปัจจุบัน)ได้เปลี่ยนกระแสน้ำทำให้เกิดความแห้งแล้งทุรกันดารหาน้ำกินน้ำดื่มไม่ได้  พญาผากองจึงพิจารณาว่าบริเวณบ้านห้วยไค้    เป็นชัยภูมิที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมสำหรับสร้างเมืองใหม่

          จึงในปี  พุทธศักราช  ๑๙๑๑  ปีมะเมีย  เดือน ๑๒ ขึ้น  ๖ ค่ำ พญาผากอง  ก็อพยพไพร่พลประชาชน  ข้ามลำน้ำลิง(แม่น้ำน่านในปัจจุบัน) มาตั้งเมืองใหม่อยู่ที่ บ้านห้วยไค้ และนี่เองก็คือที่ตั้งตัวเมืองน่านในปัจจุบันนี้   หลังจากนั้นปรากฎว่านครน่านปกครองตัวเองได้ไม่นาน ก็ถูกรุกรานจากนครรัฐต่างๆ และได้ตกเป็นเมืองขึ้นของ เมืองแพร่  เมืองสุโขทัย  เมืองเชียงใหม่  และพม่า  ผลัดเปลี่ยนหมุนวียนกันมาปกครองเรื่อยมาตามยุคสมัย     และไม่ปรากฏว่ามีเจ้าผู้ครองนครองค์ใดได้สร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุแช่แห้ง  ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ป่าไม้ปกคลุม  องค์พระธาตุจึงได้ชำรุดทรุดโทรมปรักหักพังลงไปในที่สุด

นับแต่สิ้นพญาการเมืองกาลเวลาล่วงมาอีก  ๑๑๓ ปี

          ในปีพุทธศักราช ๑๙๙๓ นครน่าน ถูกปกครองโดยพระเจ้าติโลกราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่   พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งผู้แทนพระองค์สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาปกครองนครน่าน

               จวบจนถึงในปีพุทธศักราช ๒๐๑๙    พระเจ้าติโลกราชได้ทรงให้เจ้าหลวงท้าวขาก่านเจ้าผู้ครองนครฝางมาปกครองนครน่าน ในบันทึกตามพงศาวดารได้บรรยายรูปร่างลักษณะเจ้าหลวงท้าวขาก่านไว้ว่า   มีผิวกายสีดำแดง  สักยันต์เป็นรูปนาคราชตั้งแต่ขาจนถึงน่อง  ยามเดินว่องไว ปราดเปรียวนัก   เจ้าหลวงปกครองนครน่านได้ระยะหนึ่ง จึงได้ใช้ให้หมื่นคำไปถวายเครื่องบรรณาการแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ หลังจากนั้นหมื่นคำได้ไปกราบนมัสการพระคุณเจ้ามหาเถรวชิรโพธิ์และได้สนทนาธรรมกับพระคุณเจ้า  พระคุณเจ้าจึงได้ให้ตำนานพระธาตุแช่แห้งที่ได้มาจากเมืองลังกากับ หมื่น คำหมื่นคำได้ตำนานนั้นกลับมาถวายเจ้าหลวงท้าวขาก่าน เมื่อเจ้าหลวงได้ศึกษาอ่านตำนานที่ได้มาจึงได้รู้ว่าบริเวณบนดอยภูเพียงแช่ แห้งมีองค์พระธาตุประดิษฐานอยู่ก็มีจิตศรัทธาใคร่ทำนุบำรุงองค์พระธาตุแช่ แห้งสืบต่อ

              เมื่อนั้นเจ้าหลวงท้าวขาก่านพร้อมด้วยสังฆเจ้าและ ชาวเมืองทั้งหลายได้พากันแผ้วถางบริเวณดอยภูเพียงแช่แห้งซึ่งขณะนั้นถูกปก คลุมด้วยป่าไผ่เครือเถาวัลย์  จนเจอจอมปลวกใหญ่ลูกหนึ่งก็พากันทำการสักการบูชา ครั้นถึงเวลากลางคืนบริเวณจอมปลวกก็ปรากฏดวงพระธาตุเจ้าแสดงปาฏิหาริย์เปล่งรัศมีรุ่งเรืองนัก  จึงได้พากันขุดบริเวณจอมปลวกดูขุดได้ลึก ๑ วาก็เจอก้อนศิลากลมเกลี้ยงลูกหนึ่ง เมื่อทุบให้แตกก็พบ ผอูบทองคำมีฝาปิดสนิท เมื่อเปิดออกดูก็พบพระธาตุเจ้า  ๗ องค์  พระพิมพ์คำ  ๒๐  องค์ พระพิมพ์เงิน  ๒๐  องค์ ที่พญาการเมืองได้มาจากเมืองสุโขทัยและนำมาประดิษฐานไว้       แล้วเจ้าหลวงท้าวขาก่านได้นำพระธาตุรวมทั้งพระพิมพ์เงิน พระพิมพ์คำที่ขุดได้ทั้งหมดมาเก็บไว้ที่หอคำและได้กราบบังคมทูลให้พระเจ้าติโลกราชทราบ พระเจ้าติโลกราชทรงมีกระแสรับว่าเมื่อขุดได้ที่ใดก็ให้เก็บไว้ยังที่นั้น เมื่อนั้นเจ้าหลวงท้าวขาก่านพร้อมด้วยสังฆเจ้าท้าวพระยาทั้งหลายก็พร้อมใจกันนำพระบรมสาริกธาตุเจ้าพร้อม พระพิมพ์เงินพระพิมพ์คำมาประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม และก่อเจดีย์ สูง ๖ วาคร่อมไว้       เจ้าหลวงท้าวขาก่านปกครองนครน่านได้ ๔ ปี มีความดีความชอบมาก  จึงในปีพุทธศักราช ๒๐๒๓  พระเจ้าติโลกราชได้ปูนบำเหน็จให้เจ้าหลวงท้าวขาก่านไปปกครองนครเชียงรายสืบต่อ

           ในปีพุทธศักราช ๒๐๒๔  พระเจ้านครเชียงใหม่ได้ให้ท้าวอ้ายยวมมาปกครองนครน่านสืบต่อจากเจ้าหลวงท้าวขาก่าน เมื่อนั้นท้าวอ้ายยวมก็ได้บูรณะองค์พระธาตุแช่แห้งให้สูงใหญ่กว่าเดิม กว้าง ๑๐ วา สูง ๑๗ วา ใช้เวลานาน ๔ ปี จึงเสร็จสิ้นบริบูรณ์ และท้าวอ้ายยวมก็ได้ถึงแก่พิราลัยในปีนั้นเอง พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้ส่งเจ้าผู้ครองนครต่างๆมาปกครองนครน่านสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา ตามพงศาวดารไม่ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับพระธาตุแช่แห้ง จนถึงในปีพุทธศักราช ๒๐๖๒ สมัยพระยาคำยอดฟ้าปกครองนครน่าน  ท่านเสวยเมืองได้ ๔ ปี  ในปีพุทธศักราช ๒๐๖๕  พระยาคำยอดฟ้าพร้อมด้วยสังฆเจ้า ครูบาวัดแช่แห้ง  ขุนนางบ้านเมืองทั้งหลายก็ได้สร้างพระเจ้าล้านทอง และสร้างกำแพงแก้วล้อมองค์พระมหาธาตุเจ้าไว้   ทรงปกครองนครน่านได้ ๙ ปีก็ถึงแก่พิราลัย  เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้ให้เจ้าพระยาพลเทพฦาไชย มาปกครองนครน่านแทน ทรงปกครองนครน่านได้ ๓๒ ปี       ในปีพุทธศักราช ๒๐๗๐ เจ้าฟ้าหงษามังตรายกทัพมาตีนครเชียงใหม่ได้ พระยาพลเทพฦาไชยได้หนีไปล้านช้าง นับแต่นั้นนครน่านก็อยู่ภายใต้การปกครองของพม่า          

            ในปีพุทธศักราช ๒๑๐๓ เจ้าฟ้าหงษามังตรา ก็ได้ให้พระยาหน่อคำเสถียรไชยสงคราม มาปกครองนครน่าน


* jae-hang-temple-16.jpg (376.74 KB, 600x800 - ดู 1942 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-17.jpg (621.44 KB, 800x600 - ดู 1907 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-18.jpg (679.04 KB, 800x600 - ดู 1906 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-23.jpg (740.37 KB, 600x800 - ดู 1880 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-26.jpg (382.48 KB, 600x800 - ดู 2279 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-27.jpg (607.46 KB, 600x800 - ดู 1811 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-28.jpg (590.46 KB, 600x800 - ดู 1783 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-29.jpg (581.27 KB, 600x800 - ดู 2148 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2009, 12:55:06 pm โดย admin » บันทึกการเข้า

admin
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 608


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 15, 2009, 11:42:21 pm »

มีอีกเยอะ 


* jae-hang-temple-31.jpg (531.35 KB, 600x800 - ดู 1793 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-32.jpg (491.3 KB, 600x800 - ดู 1751 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-36.jpg (528.72 KB, 800x600 - ดู 1779 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-39.jpg (396.01 KB, 600x800 - ดู 1734 ครั้ง.)

* jae-hang-temple-40.jpg (457.84 KB, 600x800 - ดู 1684 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 06, 2009, 03:33:09 pm โดย admin » บันทึกการเข้า

taydakhip
Newbie
*
กระทู้: 3



ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 21, 2009, 02:01:40 am »

สวยมากเลยล่ะค่ะ

เคยทำงานนำเสนอเกี่ยวกับวัดนี้อยู่เหมือนกันน่าสนใจมากมาย

แล้วอีกอย่างจังหวัดน่านมีที่เที่ยวเยอะแยะค่ะสวยๆทั้งนั้นเลย ^^
บันทึกการเข้า
youdie555
Newbie
*
กระทู้: 1


ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2009, 03:36:52 pm »

น่าไป555
บันทึกการเข้า
นู๋โบ๊ตจ
Newbie
*
กระทู้: 2



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 06, 2009, 08:14:57 pm »

ถ่ายรูปสวยมั๊กมากอ่ะ   มากมายอ่ะ



มีมุมมองที่เก๋ดีจังเลยอ่ะ
บันทึกการเข้า
kunihero
Newbie
*
กระทู้: 17


ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: ตุลาคม 21, 2009, 10:17:11 pm »

 เมืองน่านเปงเมืองน่าอยู่เหมือนกันเนาะ ถ่ายรูปงามขนาด รูปสวยโคตระ อายเลย
ไม่ได้ไปแช่แห้งนานมากๆ ไว้ไปแอ่วหน้าหนาว 

 
บันทึกการเข้า
mixemax
Newbie
*
กระทู้: 3


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2010, 10:19:19 pm »

เมืองน่านเป็นเมืองที่น่าอยู่จริงๆ ครับ ผมเคยไปอยู่สี่ปี ชอบสาวน่านน่ารักจริงๆ 
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF