chiang mai car rental
โฆษณา ตำแหน่งนี้ 120pxX120px 350บาท/เดือน
08-10383003

ภาพวิว รูปถ่าย สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย

Thai Travel Community สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
มีนาคม 10, 2010, 05:44:42 pm *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วัดป่าเป้า จังหวัดเชียงใหม่  (อ่าน 171 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 478


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มกราคม 19, 2010, 04:40:23 pm »

วันนี้พามาสะสมบุญกันกับวัดสวยๆของชาวไทลื้อครับชื่อวัดป่าเป้า ที่วัดป่าเป้ามีพิพิธภัณฑ์สิ่งของโบราณของชาวไทลื้อให้ชมด้วยครับแต่วันที่ผมไปเค้าล๊อค   ไม่รู้จะไปถามที่ไหน ได้แต่ถ่ายรูปผ่านช่องเล็กเข้าไปด้านในพิธภัณฑ์ คิดว่าเป็นอีกวัดนึงที่สวยในตัวเมืองเชียงใหม่ซึ่งเดี๋ยวนี้วัดในเมืองเชียงใหม่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรกันเยอะแล้วครับ กลับมาคงความสวยงามดั่งเดิม วัดป่าเป้านี้ยังมีชาวไทยเชื้อสายลื้อมาสักการะบูชากันอยู่ประจำครับวันที่ผมไปก็ได้พบชาวไทยลือ เดาๆเอานะครับดูจากการแต่งตัวและการพูด อีกสถานที่นึงในวัดป่าเป้านี้ที่ผมไม่ได้เข้าไปชมด้านในไม่ทราบว่าใช่หอตรัยรึป่าวเหมือนกันครับ วัดป่าเป้ามีศิลปะที่ไม่เหมือนวัดอื่นๆในเมืองเชียงใหม่ไม่ว่าจะเป็นตัวเจดีย์ และ ที่วัดป่าเป้ายังมีเสาแปลกตั้งอยู่สองสามต้นไม่ทราบเหมือนกันว่าเค้าเรียกว่าอะไร   แล้วจะหาคำตอบมาให้วันหลังนะครับ เชิญชมรูป วัดป่าเป้า ที่ถ่ายมาให้ชมครับ อ่อ ที่ วัดป่าเป้าเค้ามีโรงเรียนด้านในด้วยนะครับ ไม่ทราบว่าจะชื่อ โรงเรียนวัดป่าเป้า รึป่าว  

ประวัติวัดป่าเป้า

วัด ป่าเป้า  ตั้งอยู่ที่  เลขที่  ๕๘  บริเวณแจ่งศรีภูมิ  ถนนมณีนพรัตน์  ตำบลศรีภูมิ  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยก่อนมีพื้นที่  ทิศเหนือห่างจากวัด 100  วา  ทิศใต้จดคูเมือง  ทิศตะวันออกห่างจากวัด100 วา  และทิศตะวันตกห่างจากวัด 100 วา  แต่เดียวนี้ พื้นที่ดินสี่เหลี่ยมจัตุรัส  มีเนื้อที่  ๑๐ ไร่  ๘๑  ตรางวา    และภายนอกกำแพงเป็นธรณีสงฆ์วัดมี  ๑  ไร่ ๒ งาน ๗๓ ตรางวา รวม  ๑๑ ไร่  โดยประมาณ 

สถานที่นี้เคยเป็นคุ้มเก่า (วังเก่า) ของพระเจ้ากือนาธรรมิการาชเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในเชื้อเจ้าเจ็ดตนสมัย นั้น   หลังจาก พระเจ้ากือนาธรรมิการาชได้สวรรคตลงไปแล้ว  อัครมหาเสนาบดีแสนผานองได้นำพระศพ ของพระเจ้ากือ เข้าไปในเมือ งทางด้าน กำแพงตรงข้ามวัดพราหมณ์   ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดป่าเป้าทุกวันนี้   เพื่อที่จะทำพิธีแต่งการฌาปนกิจศพของ พระเจ้ากือนาเมื่อเสร็จแล้ว  ภายหลังก็ไม่ได้มาดูแลที่คุ้มเก่าทางนอกกำแพงเมือง  เพราะติดพันอยู่กับสงครามด้านอื่นๆ อยู่   จึงเป็นอันชำรุดทรุดโทรมลง ไปกลายเป็นที่รกร่างว่างเปล่า  มีหมู่ไม้นานาพันธ์ชนิดขึ้นเต็มไปหมด  ในบรรดาหมู่ไม้ทั้งหลายโดยเฉพาะ ไม้ต้นเป้า ( ต้นเป้า นี้เป็นยาสมุนไพร )มีมากกว่าหมู่ไม้ทั้งหลาย ภายหลังมีชาวเงี้ยว(ไทใหญ่)  ที่มีอยู่เก่ารวมกัน ขออนุญาต ต่อเจ้าผู้ครองนครในสมัยนั้น  จึงอนุญาตให้ไปแพ้วถางป่าไม้เป้าที่คุ้มเก่า  (วังเก่า)  นอกกำแพงเมืองทิศตะวันออกเฉียงเหนือ  ตรงข้ามแจ่งศรีภูมิ จึงทำการสร้างวัดขึ้น เป็นสถาปัตยะกรรม แบบศิลปะของชาวเงี้ยว (ไทยใหญ่) ขึ้นมาเป็นหลังคาซ้อนกันเป็นชั้นๆ  เรียกชื่อว่า  เชตวันวิหารบ้าง เวฬุวันวิหารบ้างเรื่อยมา จึงมีการบูรณะซ่อมแซมมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว  จนมาถึงสมัยพระเจ้ากาวีละ  เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ประถมวงศ์  ได้มีการปรับปรุงทำนุบำรุงบ้านเมือง  ให้เจริญรุ่งเรือง  จึงมีการไปกวาดต้อนผู้คน ในหัวเมืองทิศต่างๆ ขึ้น  จากตก  ออกเหนือและใต้   เช่น   นับตั้งแต่ฝาง   เชียงราย  เชียงคำ  เชียงของ  เมืองปู  เมืองสาต  เมืองกาย  เมืองพะยาก  เมืองเลน  เมืองโก  เมืองยอง  เมืองเชียงตุง  เมืองขอน  เมืองยู้  เมืองหลวง  เมืองวะ  เมืองลวย  เมืองตองกายเมืองสิบสองปันนา  ( เมืองโก  เมืองเลน  เมืองวะดังปรากฏอยู่ในอำเภอสันทรายทุกวันนี้)  ทิศตะวันตกจนถึงฝั่งแม่น้ำสาลวิน  (น้ำคง)มี  เมืองยวม  เมืองขุนยวม  เมืองแม่ฮ่องสอน  เมืองแหง  เมืองปาย  เมืองต๋วนเมืองต้าฝั่ง  เมืองผาปูน  เมืองยางแดง  เมืองส่วยกะยาง  เมืองวัวลาย  เมืองกิติ  เมืองจ๊อต ฯ  ( อ่านดูใน  หนังสือเรื่องเพชรลานนาของคุณปราณี  ศิริธร  นักเขียนหนังสือพิมพ์ภาคเหนือเขียนเรื่องพระเจ้ากาวีละ  ประถมวงศ์นครเชียงใหม่ )

เมื่อมีการกวาดต้อนผู้คนเหล่านั้นเข้ามานั้นมีทั้งชาวเงี้ยว( ไต - ไทใหญ่ )  ก็รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วยดังนั้น   ชาวเงี้ยวก็มาสมทบพวกเก่าๆ   จนมีมากขึ้น  จึงได้มีการรวมกันบูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามที่มีอยู่เก่าขึ้นเรื่อยมาอีก  จนถึงสมัยพ่อเจ้าอินทรวิชยานนท์  เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่  ๗  จึงกวาดต้อนผู้คนทางบ้านแม่กะตวนเข้ามาในนครเชียงใหม่อีก  ในครั้งนั้นที่มารวมทั้งครอบครัว ของแม่เฒ่าต้าว  เป็นภรรยาของต้าวหมอ (เงี้ยว)  มีพื้นเพตั้งเดิมเป็นคน  เมืองลางเคือ  มาตั้งบ้านเรือนอยู่ย่านประตูช้าง เผือกแม่เฒ่าต้าวผู้นี้  มีบุตรธิดารวมทั้งหมด  ๖  คน  คือพ่อจางมน  แม่จางอ่อง  แม่นางนวล  แม่นางแก้ววรรณา  ส่างสาม และแม่นางไหล(ภายหลัง ได้รับการแต่งเป็นหม่อมบัวไหล แม่เฒ่าต้าว  และพ่อเฒ่าต้าวหมอ  (เงี้ยว) มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถวย่านประตูช้างเผือก  ต่อมาแม่หม่อมบัวไหล  และรวมกับชาวเงี้ยว ( ไทใหญ่ )  ก็ได้เป็นผู้นำทำการ  ขออนุญาตบูรณะซ่อมแซมวัดป่าเป้าเป็นการใหญ่ ต่อพ่อเจ้าอินทรวิชยานนท์  พ่อเจ้าอินทรวิชยานนท์ก็โปรดเกล้าอนุญาตให้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๖  อีก  เพื่อเป็นที่ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาต่างๆ จนถึงปัจจุบัน ตราบเท่าทุกวันนี้นครเชียงใหม่    ในยุคราชวงศ์เจ้าเจ็ด ตนครองเมืองนั้น    เชียงใหม่อยู่ในฐานะ ประเทศราชของกรุงเทพฯการศึกสงครามกับประเทศพม่า ได้สิ้นสุดลงแล้วในตอน ปลายรัชสมัยพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์    (เจ้าชีวิตอ้าว)  มี การฟื้นฟูบ้านเมืองและ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือเป็นอันมากในการ"สร้างบ้านแป๋งเมือง" นั้นมากเชลยศึกของเชียงใหม่จากหัวเมืองเล็กน้อย  ทางภาคเหนือและ ประเทศใกล้เคียง
หน้าวัดทางด้านขาวมือ

ตอนต้นรัชสมัยพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ (เจ้า หลวงตาขาว)ในปี พ.ศ.๒๔๑๔กองทัพเชียงใหม่ ได้ยกกำลังไปกวาดต้อนผู้คนชาวเงี้ยว  บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสาละวินแถบบ้านแม่ก็ะตอน เชลยศึกดังกล่าวมีครอบ ครัวของแม่เฒ่าต้าว   ซึ่งเป็นภรรยาของ ต้าวหมอ (เงี้ยว) มีพื้นเพดั้งเดิมเป็นคนเมืองลางเคือ แม่เฒ่าต้าวผู้นี้ มีบุตรธิดาทั้งหมด ๖ คน  คือ  พ่อจางมน แม่จางอ่องแม่นางนวลแม่นาง แก้ววรรณาส่างสามและแม่นางไหล(บัวไหล)นางแก้ววรรณาและแม่นางบัวไหลเป็นคนสวย งามต่อมาจึงได้รับเลือก เป็นนาง สนมของ พระเจ้าอินทรวิชยานนท์ นิยมเรียกกันในสมัยนั้นว่า "หม่อมบัวไหล "

การรบที่แม่คะ ตวนในปี   พ.ศ. ๒๔๑๔ นี้เอง  ข้าหลวงอังกฤษประจำแคว้นตะนาวศรีได้ส่งหนังสือมาร้องเรียนมา ยังกงสุลอังกฤษ ที่กรุง เทพฯ ว่าเจ้านายเมืองเชียงใหม่ยกกองทัพไปจับคนในบังคับ อังกฤษ ที่เป็นหญิงและเด็กเอามาแบ่งปันกันในหมู่เจ้านาย  กงสุลอังกฤษ ขอให้ รัฐบาลไทยชำระคดี และเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลไทยเป็นเงินหลายหมื่นรูปี

สำหรับ การรบที่แม่คะตวนนี้ ภายหลังรัฐบาลไทยได้ขอร้องให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ปล่อย เงี้ยวแม่กะตวนที่กวาดต้อนมาเสีย แต่เกรงว่าจะเสื่อม เสียเกียรติยศของเจ้านาย และขุนเมืองเชียงใหม่ จึงทำออกมาในรูปการทำบุญให้ ทาน โดยปล่อยเชลยศึกเหล่านั้นทั้งหมด เพื่อสืบดวงชะตา ของพระเจ้านครเชียงใหม่

ในปี  พ.ศ. ๒๔๑๖ รัฐบาลประเทศอังกฤษ  ได้ทำสนธิสัญญาฉบับหนึ่งกับสยามเรียกว่าสนธิสัญญา  เชียงใหม่  เพื่อใช้บังคับชาวอังกฤษ๙ เช่น   จีน   อินเดีย   พม่า   เงี้ยว ต่องสู่และชาวมอญ   ซึ่งเข้ามาทำกิจการ ค้าขายใน ประเทศไทย  โดยเฉพาะอย่างการทำกิจ ค้าไม้ในภาคเหนือจากการศึกษาความเป็นไปของ  ชุมชนชาวเงี้ยวภายหลัง   ที่ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระทราบได้ว่า  ไปตั้งถิ่นฐานไม่ไกลไปจาก ตัวเมืองเชียงใหม่เท่าใดนัก เช่นย่านช้างเผือก  ข่วงสิงห์  ช้างม่อย  ฟ้าฮ่าม วังสิงห์คำ ท่าแพ  เมืองสาตรหลวง   สันทราย    ดอยสะเก็ด  สันกำแพง   สันป่าตอง  แม่ริม   แม่แตง    เชียงดาว เมืองแหง  เมืองปายฝางและแม่อาย ( บ่อน้ำซาววาใกล้ พระบาทอุดม  และ บ้านเวียงหวายบ้านหัวฝายนี้เป็นต้น ) บ้านกาด  เมืองวิน  บ้านหัวฝายหลักฐานที่ว่า การก่อสร้าง วัดใหม่ขึ้นแทนอันเก่า ภายหลังสุดนี้ประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๖ เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบ พิธีกรรม ทางศาสนาตาม จารีต ประเพณี ของชนชาว เงี้ยวในสมัยนั้น ชาวเงี้ยวดังกล่าว   ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างวัดในที่ดินบริเวณ   นอกกำแพง  เมืองเชียง ใหม่  ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ    บริเวณแถบนี้ในอดีตก่อนนั้น เคยเป็นส่วนหนึ่งของ ราช วังคุ้มเก่า ของพระเจ้ากือนาธรรมิก ราชซึ่งพระ องศ์เคยย้าย พระราชวัง ออกมาตั้งอยู่นอกกำแพง เมืองด้าน ทิศขึ้นมาก  แถบเหนือบริเวณวัดพราหมณ์  ซึ่งเคยมีวัดอยู่เก่าๆ   แล้วจึงทรุดโทรมรกร้าง จึงมีหมู่ ไม้นานา ชนิดนั้นทำเลชาวเงี้ยว ได้การบูรณะปลูกสร้างวัดนั้นเป็นป่าใม้นานาชนิด โดยเฉพาะต้นไม้เป้า   มีเป็นจำนวน มากกว่าพันธุ์ไม้ชนิดอื่นใด

   มื่อการก่อสร้างวัดขึ้นมาเสร็จแล้ว  จึงได้ตั้งชื่อตามภูมิประเทศเดิมว่า " วัดป่าเป้า " ตั้งแต่นั้นมาวัดป่าเป้าได้ดำรงเป็นวัดเงี้ยว แห่งแรก และวัดเดียวในตัวเมืองเชียงใหม่ปรากฏแน่ชัดเป็นวัดเงี้ยว นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  โดยเหตุที่มาตั้งเป็นวัดแล้วนั้น  ฯ  มีหลักฐานในรัชสมัยราชกาลที่๕ พระราชทานวิหารวิสุคามสีมาตอนที่หนึ่งว่า ลุงสร่าอุศติ (เงี้ยว) เป็นหัวหน้าก่อสร้าง วิสุงคามสีมาวัดป่าเป้าจึงเป้นหลักฐาน

ตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดในสมัยนั้นเริ่มแรกนั้น   มีหลักฐานบันทึกไว้ชัดเจนมาก โดยได้จากสมุดข่อย ในหอธรรมวัดเจดีย์หลวง  ตำบลพระสิงห์  อำเภอเมือง   จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งได้บันทึกการศึกษาถึงนิกายสงฆ์ต่างๆ ตลอดทั่วเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๐   ผลการสำรวจพบว่า ทั่วนครเชียงใหม่นั้น มีวัดทั้งสิ้นเป็นจำนวนถึง   ๓๗๓   หัววัด    มีพระสงฆ์และสามเณรรวมกันทั้งหมด  ในพรรษานั้น  ๓,๕๓๑ รูป มีนิกายสงฆ์ในพุทธศาสนา    แตกต่างกันถึง  ๑๘ นิกาย   ในกรณีของวัดป่าเป้านั้น บันทึกจาก สมุดข่อยเล่มนี้ได้กล่าวไว้ว่า "วัดเงี้ยวป่าเป้า  ตั้งอยู่ริมตีนเวียง  แจ่งศรีภูมิ ( ศรีภูมิ )นอกเวียงเชียงใหม่ เจ้าอธิการชื่อหว่านะ นิกายเงี้ยว  ลงอุโบสถเอง รองอธิการชื่อ ทุเนมิระ  จำนวนพระลูกวัด ในพรรษานี้มี ๔ รูป   พรรษาก่อนมี ๔ รูป  สามเณรมี ๑๖ รูป  ขึ้นแก่ตุ๊เจ้า ปัญญาวัดหัวข่วง   ในเวียงเชียงใหม่ ตนเป็นอธิการใหญ่"
ภาย หลังจาก   พ.ศ.  ๒๔๓๙ พระเจ้าอิทรวิชยานนท์ ถึงแก่พิราลัย     หม่อมบัวไหลได้สมรสใหม่กับคหบดีพ่อค้าไม้ชาวพม่า  ชื่อว่า  "หม่องจิ่น"   ทั้งหม่อมบัวไหลและ หม่องจิ่นได้เป็นประธานร่วมกับ ศรัทธาชาววัดป่าเป้าคนอื่นๆ    ช่วยกันรื้อของเก่าออก     ก่อสร้างวิหารขนาดใหญ่หลังใหม่ขึ้น      ทำด้วยไม้สักทั้งหลัง    มีสถาปัตยกรรมแบบเงี้ยว ,  มอญพม่าดัง   ปรากฏอยู่ทุกวันนี้

ใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   รัชกาลที่ ๕   เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๔๓๗   รัฐบาลไทยได้ประกาศตั้งมนฑลเทศาภิบาลขึ้น เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของมณฑลแถบนี้เรียกว่ามลทลลาวเฉียง ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่ามณฑลพายัพ  เป็นการยกเลิกฐานะ ประเทศราชของเชียงใหม่และแล้วในที่สุดรัฐบาลได้ประกาศแต่งตั้งให้   เจ้าพยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ให้ดำรงค์ตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาลม ณฑลพายัพเป็นคนแรก มีอำนาจสิทธิเด็จขาดในการปกครองดินแดนแถบนี้อย่างเต็มที่ในปี พ.ศ.๒๔๔๕ จึงเป็นการ สิ้นสุด อำนาจการ ปกครองของเจ้าผู้ครองนครในอาณาจักรล้านนามาตราบจนทุกวันนี้

ใน ระยะเวลาใกล้เคียงกันนั้น  ทางคณะศรัทธาเงี้ยววัดป่าเป้า   ได้ร่วมกันก่อสร้างพระอุโบสถให้เป็นแบบอย่าง    ที่ถาวรทดแทนของเก่า ที่เสื่อมโทรมลง  การขออนุญาตทำการก่อสร้างจะต้องขอโดยตรงจากรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ พ่อเฒ่าสล่าอุ๊ศติ  เป็นผู้แทนของ ศรัทธาในนามของวัดป่าเป้า ขอพระบรมราชานุญาตจากในหลวงรัชกาลที่ ๕ จนในที่สุดได้รับพระราชทานที่ดินส่วนหนึ่ง สำหรับ ก่อสร้างเป็นพระอุโบสถพร้อมกับพระราชทานใบวิสุงคามสีมาให้แก่วัดป่าเป้า.











* วัดป่าเป้า.jpg (116.05 KB, 533x800 - ดู 118 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 26, 2010, 10:14:15 pm โดย admin » บันทึกการเข้า

admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 478


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 19, 2010, 04:47:23 pm »





















บันทึกการเข้า

นายเห่ย
Global Moderator
Jr. Member
*****
กระทู้: 85


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 23, 2010, 11:23:57 am »

หนีไปเที่ยวมาอีกละ ไม่ยอมม
 
บันทึกการเข้า

When no one eles believes in you,Believes in yourself!
มีเป็นเกียรติ เป็นศรีแก่วงค์ตระกูลแล้วนะครับ
มัลติพลายผมก๊าบ --> http://naihei.multiply.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!