chiang mai car rental
โฆษณา ตำแหน่งนี้ 120pxX120px 350บาท/เดือน
08-10383003

ภาพวิว รูปถ่าย สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย

Thai Travel Community สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
มีนาคม 12, 2010, 07:41:21 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: จวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ คุ้มเจ้าหลวง จังหวัดแพร่  (อ่าน 230 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
admin
Administrator
Sr. Member
*****
กระทู้: 478


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ธันวาคม 26, 2009, 01:04:12 pm »

จวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ คุ้มเจ้าหลวง


จวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ตั้งอยู่ถนนคุ้มเดิม ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ จังหวัดแพร่ได้ รับการประกาศขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๔ ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๕ ตอน ๓๘ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒

จวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่เป็น อาคาร 2 ชั้น ก่ออิฐฉาบปูน หลังคาปั้นหยาเดิมมุงด้วยแป้นเกล็ด ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกระเบื้องลอนคู่ มีมุขและบันไดทางขึ้นด้านหน้า ปั้นลมและเชิงชายประดับไม้แกะสลักอย่างสวยงาม อาคารนี้มีประตูหน้าต่างรวมกัน 72 บาน โครงสร้างมีลักษณะพิเศษคือไม่มีเสาเข็ม แต่ใช้ท่อนซุงเช่นแก่นไม้แดงและไม้เนื้อแข็งรองรับฐานเสาทั้งหลัง พื้นภายในอาคารเป็นไม้ ใต้ถุนอาคารยกสูงถึง 2 เมตร ซึ่งเล่าขานกันมาว่าเคยใช้เป็นที่คุมขังนักโทษ

อาคารนี้เดิมเป็นคุ้มเจ้าหลวง หลังจากเจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้ายคือเจ้าพิริยะเทพวงศ์ได้หนีไปอยู่ที่เมืองหลวงพระบางภายหลังเหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ใน ปี พ.ศ. 2445 คุ้มก็ถูกทิ้งร้าง และต่อมาได้ใช้เป็นที่ตั้งกองทหารของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นบริเวณคอกม้าเก่า เรียกว่า โรงเรียนคอกม้า ปัจจุบันบริเวณนั้นคือโรงเรียนพิริยาลัย อาคารนี้ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2541 ปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้วโดยกรมศิลปากร



เปิดทุกวัน 08.30-16.30 น.  0-5452-4158 ไม่เก็บค่าเข้าชม

ประวัติศาสตร์ของเมืองแพร่ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เวียงโกศัย นั้นกล่าวว่า ในสมัยขอมเรืองอำนาจ ระหว่างปี พ.ศ.1470-1560 พระนางจามเทวีเข้าครอบครองแคว้นล้านนาได้เปลี่ยนชื่อเมืองจากเมืองพลนครเป็น โกศัยนคร หรือ เวียงโกศัย  ซึ่งแปลว่า ผ้าแพร นับแต่นั้นมาก็มีเจ้าผู้ครองนครสืบต่อกันมาโดยตลอดจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเจ้าพิริยะเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองแพร่องค์ที่ 18 เป็นเจ้าหลวงกำกับด้วยข้าหลวงซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้พระยาไชยบูรณ์ เป็นข้าหลวงองค์แรก

                ต่อมาในปี พ.ศ.2445 พวกเงี้ยวได้ก่อการกบฏขึ้นโดยยึดสถานีตำรวจ ศาลากลาง ปล้นเงินคลังและปล่อยนักโทษออกจากคุก พระยาไชยบูรณ์ถูกพวกเงี้ยวจับตัวและถูกบังคับให้ยกเมืองให้ แต่พระยาไชยบูรณ์ไม่ยินยอมจึงถูกจับประหารชีวิต เมื่อความทราบถึงในหลวงรัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีนำทัพหลวงเข้าปราบปรามพวกเงี้ยวจนราบคาบ เจ้าพิริยะชัยเทพวงศ์ เกรงพระราชอาญาจึงลี้ภัยไปอยู่ที่เมืองหลวงพระบางและถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ.2452 นับแต่นั้นมาก็ไม่มีเจ้าผู้ครองนครแพร่อีกเลย

                ปัจจุบันเมืองแพร่แม้ว่าจะไม่ได้เป็นเมืองที่การท่องเที่ยวคึกคักมากนัก แต่ด้วยเป็นเมืองที่มีธรรมชาติขุนเขาป่าไม้เขียวขจี เมื่อรวมกับศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ที่คนเมืองแพร่ยึดถือปฏิบัติจนกลายเป็น เอกลักษณ์เฉพาะแบบแล้ว จึงเป็นสิ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเมืองแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

                ในเมืองแพร่ยังมีศิลปกรรมแบบกึ่งคลาสสิคที่สร้างเมื่อราวร้อยกว่าปีนี่เองก็ คือคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ เป็นอาคารทรงอิตาเลี่ยนเก่าแก่ที่พำนักของเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครแพร่ องค์สุดท้าย ก่อนที่จะมีการก่อกบฏเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.2435 เป็นแบบยุโรปประยุกต์หลังคาสูงทรงปันหยา 2 ชั้น มีลวดลายเถาไม้แกะสลักประดับตัวบ้าน เช่นที่หน้าจั่ว ช่องลม ชายน้ำ ประตู หน้าต่างทั้งหมด 72 บาน ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนทั้ง 2 ชั้น ไม่มีการฝังเสาเข็ม แต่ใช้ไม้ซุงท่อนเป็นไม้เนื้อแข็งรองรับฐานเสาทั้งหลัง ภายในบ้านตกแต่งด้วยสิ่งของเครื่องใช้เก่าแก่และภาพถ่ายที่หายากของเมือง แพร่
              
                คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ เคยเป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระ บรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จมาเยี่ยมเยืยนราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2501 นอก จากนั้นอาคารหลังนี้ยังได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ให้เป็นสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2536

                เรื่องราวความลี้ลับของคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่นั้นเต็มไปด้วยตำนานที่น่าสะ พรึ่งกลัว ด้วยในอดีตบริเวณใต้ถุนอาคารหลังนี้เคยเป็นที่คุมขังนักโทษมานานนับศตวรรษ ชาวบ้านทั่วไปไม่อาจที่จะล่วงรู้ คงมีแต่คำเล่าขานของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ล่วงลับดับขานไปแล้วเล่าสืบต่อกันมาถึง เกี่ยวกับภูตผีวิญญาณต่างๆ ของบรรดาผีทาสที่เสียชีวิตจากการถูกพันธนาการอย่างโหดเ**้ยม

                คุกทาสที่กลายมาเป็นที่คุมขังนักโทษในตอนปลาย ๆ ก่อนจะหมดระบบศักดินาแห่งนี้ อยู่ใต้ถุนคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่หรืออาคารจวนผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่หลัง เก่า เป็นเหมือนห้องใต้ดินขนาดใหญ่แบ่งเป็นห้อง ลึก 2 ชั้น มีพื้นที่โล่งด้านหน้าสำหรับควบคุมตรวจตราบรรดานักโทษ ห้องด้านหน้าด่านแรกแยกเป็น 3 ห้องเรียงกันกว้าง 15 เมตร แต่ละห้องมีปล่องซี่กรงเหล็กที่เพิ่งเจาะขึ้นทีหลัง แสดงว่าในสมัยก่อนที่ขังทาสไม่มีปล่องให้เห็นเดือนเห็นตะวัน

                ภายใต้อาคารคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่หลังนี้เคยใช้เป็นที่คุมขังทาสมาไม่น้อย กว่า 50 ปี จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ประกาศเลิกทาส คุกทาสแห่งนี้เลยกลายมาเป็นที่คุมขังนักโทษทั่วๆ ไปของเจ้าเมืองหรือข้าหลวงในสมัยต่อๆมา จนกระทั่งมีการสร้างเรือนจำเมืองแพร่ขึ้น คุกทาสอันยาวนานของคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่จึงว่างลง หลงเหลือไว้เพียงตำนานภาพหลอนและวิญญาณพยาบาท

                กระทั่งถึงสมัยนายธวัช รอดพร้อม ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ปี พ.ศ.2528 เรื่องราวปริศนาและอาถรรพณ์ลี้ลับก็เกิดขึ้นภายในคุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้ ในบทความของสำเริง มณีวงศ์ ได้เขียนไว้ในสยามอารยะ ถึงอำนาจมืดภายใน คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ว่า หลังจากที่นายธวัช รอดพร้อม ได้เข้ามาพักอาศัยจวนหลังนี้ได้เพียงชั่วคืนก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด เมื่อญาติของผู้ว่าคนหนึ่งกำลังเดินลงบันไดจากชั้นบนลงมาชั้นล่างเพื่อทำ ธุระส่วนตัว ก็เกิดหกล้มกลิ้งตกบันได ทุกคนต่างสะดุ้งตกใจสอบถามเรื่องราวได้ความว่า ขณะที่กำลังเดินลงบันไดอยู่เหมือนมีมือประหลาดยื่นออกมาจับขาไว้อย่างแรง จนสะดุดหกล้ม นอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นภายในจวนผู้ว่าฯ อีกหลายประการ จนผู้ว่าราชการธวัช รอดพร้อม ได้อัญเชิญพระพุทธรูปวิโมกข์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากหลวงปู่โง่น โสรโยจากจังหวัดพิจิตร นำมาประดิษฐานบนแท่น ใต้ต้นโพธิยักษ์เก่าแก่อายุกว่า 200 ปีข้างๆ อาคารคุ้มเจ้าหลวงและจัดทำพิธีทำบุญล้างจวน นับแต่นั้นมาเรื่องราวปริศนาแห่งอาถพรรณ์วิญญาณภายใน คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ก็กลายเป็นเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อมากันมาจนถึง ปัจจุบัน




























credit:www.cm77.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 26, 2009, 01:24:40 pm โดย admin » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!