วันนั้นพอดีว่า อากาศดีตื่นเช้า พอดีกับงานสือชะตาเมืองเขียงใหม่พอดีก็เลยได้แวะถ่ายรูป ก่อนเค้าเริ่มพิธีกัน ที่ประตูท่าแพก็เอารูปมาให้ชมกัน รายละเอียดของงานจะมาเพิ่มทีหลังครับ แล้วก็ได้รับพระมาองค์นึง
ช่วงเวลา ระยะเวลาในการจัดพิธีกรรมสืบชะตาเมืองเชียงใหม่อยู่ในระหว่างเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ของทุกปี หรือเมื่อบ้านเมืองประสบความแห้งแล้ง
*
ความสำคัญพิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ เป็นพิธีใหญ่ที่ต้องอาศัยคนและเครื่องประกอบพิธีมาก เป็นประเพณีที่มีคุณค่าในด้านให้กำลังใจ บำรุงขวัญ สร้างจิตสำนึกในการเป็นพลเมืองดี และความสามัคคีระหว่างชนชั้นปกครองและประชาชน จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ไว้
*
พิธีกรรมพิธีสืบชะตาและทำบุญเมืองเชียงใหม่ สถานที่ทำพิธีคือบริเวณกลางใจเมือง ประตูเมือง และแจ่งเมืองจำนวน ๑๐ แห่ง ได้แก่ กลางเวียง ประตูช้างเผือก ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนปรุง ประตูสวนดอกแจ่งศรีภูมิ แจ่งก๊ะต๊ำ แจ่งกู่เรือง และแจ่งหัวลิน
เครื่องประกอบพิธี ได้แก่๑. จัดทำประรำพิธีทั้ง ๑๐ แห่ง พร้อมจัดอาสนะสำหรับพระเตรียมอาหารคาว-หวาน โต๊ะรับบริจาคเงินและอื่น ๆ
๒. นิมนต์พระสงฆ์ตามที่กำหนดไว้ ๙ องค์
๓. เตรียมเครื่องทำพิธีสืบชะตาเมือง ประกอบด้วย จ่อ ๑๐๘ ได้แก่ ไม้ค้ำ ๓ เล่ม ต้นกล้วย ต้นอ้อย จ่อตุง กล้วย ๑ เครือ มะพร้าว ๑ ทะลาย หมาก พลู บุหรี่ ขนม ธูป เทียน ดอกไม้ น้ำ ข้าวตอก เป็นต้น
๔. เตรียมคัมภีร์สำหรับเทศน์
๕. เตรียมเครื่องบูชาท้าวจตุโลกบาลและเทพเจ้าประจำเมือง
๖. เตรียมข้าวปลาอาหาร คาว-หวาน และเครื่องไทยทานสำหรับถวายพระสงฆ์
๗. โยงสายสิญจน์จากบริเวณอื่น ๆ เข้าสู่ใจกลางเวียงอันเป็นต้นพิธี
การทำพิธี จะมีสิ่งที่แตกต่างกันอยู่อย่างหนึ่งคือจำนวนพระสงฆ์ที่ทำพิธีบริเวณกลาง เวียงจะมีเพียง ๙รูป นอกนั้นจุดอื่น ๆ มี ๑๑ รูป รวมทั้งหมด ๑๐๘ รูป อันเป็นเครื่องหมายแห่งมงคล ๑๐๘ ในศาสนาพราหมณ์ส่วนทางศาสนาพุทธหมายถึง พระพุทธคุณ ๕๖ พระธรรมคุณ ๓๘ และพระสังฆคุณ ๑๔ รวมเป็น ๑๐๘ รูปเช่นเดียวกัน
*
พิธีกรรมเริ่มเวลา ๐๖.๐๐ น. ประชาชนพร้อมใจร่วมกันทำบุญตักบาตร
เวลา ๐๗.๐๐ น. พระอาจารย์ทำพิธีขึ้นท้าวทั้งสี่
เวลา ๐๙.๓๐ น. จุดพลุสัญญาณ ๓ ครั้งจากลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์แล้วจึงเริ่มประกอบพิธีพร้อมกันทุกจุด คือ ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ทุกคนในพิธีเอาสายสิญจ์มาคล้องศีรษะ ประชาชนทุกคนไหว้พระ สมาทานเบญจศีล พระสงฆ์ ๙ รูปเจริญพระพุทธมนต์ เสร็จแล้วแสดงพระธรรมเทศนาศาสนากริกวิจารณสูตร ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เป็นมงคลจากนั้นจึงถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ถวายเครื่องไทยทาน พระสงฆ์อนุโมทนา ผู้เป็นประธานกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลถึงเทพยดาอารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง หลายพระวิญญาณของพ่อขุนมังรายผู้สร้างเมืองเชียงใหม่และพระวิญญาณเจ้าผู้ ครองนครเชียงใหม่ทุก พระองค์เวลาประมาณ ๑๒.๐๐ น. เสร็จพิธี ประชาชนทุกคนที่มาร่วมงานร่วมรับประทานอาหารโดยพร้อมเพรียงกันและทุกคนจะ แบ่งเส้นด้ายสายสิญจน์ที่ผูกเป็นแผงตาข่ายบนต้นมามัดข้อมือแล้วยังนำกลับไป ฝากคนทางบ้านที่ไม่ได้มาร่วมพิธีเพื่อเป็นศิริมงคลอีกด้วย
*
สาระประเพณีทำบุญเมืองและพิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ เป็นพิธีที่ทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่งในหลาย ๆ ด้านกล่าวคือ เป็นการให้กำลังใจและบำรุงขวัญแก่ผู้คนในเมือง เป็นการบำรุงขวัญสร้างจิตสำนึกในการเป็นพลเมืองดี สร้างความสมัครสมานสามัคคีของชาวเมืองเชียงใหม่ และแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษผู้สร้างเมืองเชียงใหม่
ที่มา
http://www.openbase.in.th/node/8256
ประเพณีสืบชะตา เป็นประเพณีที่นิยมถือปฏิบัติกันของชาวไทยทางภาคเหนือ เพื่อความสวัสดิมงคลมาสู่บ้านเมือง ครอบครัว และตนเอง จึงมีการสืบชะตาเมือง สืบชะตาบ้าน และสืบชะตาคน สืบชะตาเมือง เป็นประเพณีสำคัญของทางเชียงใหม่ที่จะต้องถือปฏิบัติกันทุกปี การทำบุญเมืองนั้นเพื่อสร้างความร่มเย็นเป็นสุขในแก่ชาวบ้านชาวเมือง เป็นการสร้างความสามัคคีพร้อมเพรียงให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนพลเมือง ตลอดจนพ่อค้าคหบดี ข้าราชการ เจ้าบ้านเมือง เนื่องจากในสมัยโบราณกล่าวกันว่า การสืบชะตาเมืองมักจะจัดขึ้นในสองกรณีคือ
กรณีแรก จัดในยามที่บ้านเมืองเดือดร้อน ข้าวยากหมากแพง หรือเกิดศึกสงครามมีทั้งการสืบชะตาเมือง สืบชะตาเจ้าเมือง ทำบุญบูชาเซ่นไหว้ พระวิญญาณของเจ้าผู้ครองเชียงใหม่องค์ก่อนๆ ตลอดจน "พระเสื้อบ้าน พระเสื้อเมือง" เทพาอารักษ์ รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
กรณีที่สอง จัดในยามที่บ้านเมืองสงบสุข เพื่อให้เกิดความเป็นมงคลแก่บ้านเมือง
กำหนดงาน
จัดวันใดวันหนึ่งของเดือนเก้า(ภาคเหนือ) การจัดเดือนเก้าเพราะชื่อเดือนเป็นมงคล สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่
www.tat.or.thกิจกรรม / พิธี
ในสมัยโบราณ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียน นิมนต์พระสงฆ์มาทำมังกะละที่กลางเวียงเชียงใหม่ 1 แห่ง ประตูเวียงทั้ง 5 แต่ละประตูมีพระสงฆ์ 9 รูปสวดมนต์ตั้งลำ และฟังธรรมสารากริชานสุตรและให้ตั้งพระพุทธรูปทุกแห่ง ให้มีน้ำขมิ้มส้มป่อย ใส่บาตร ก่อเจดีย์ทรายประดับด้วยจ้อและตุง ไม้ค้ำ ไม้ขัว ฝ้ายล้าง คาเขียว ต๋าแหลง ปันจั๊น ผังผะติ๊บใส่น้ำมัน หน่วยไม้ ให้ข้าราชการชาวบ้านชาวเมืองได้มาทำบุญใส่บาตร บริจาคทานตามอายุเมือง พิธีการเหล่านี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งวัน และต้องจัดทำทุกปี
ส่วนในปัจจุบันได้จัดสถานที่ประกอบพิธีรวม 10 แห่ง คือ
1. กลางเวียงเชียงใหม่
2. ประตูเชียงใหม่
3. ประตูช้างเผือก
4. ประตูท่าแพ
5. ประตูสวนดอก
6. ประตูสวนปรุง
7. แจ่งศรีภูมิ
8. แจ่งขะต๊ำ
9. แจ่งกู่เฮือง
10. แจ่งหัวลิน
สถานที่ทั้ง 10 แห่งก็จะมีพิธีขึ้น "ค้างตั้งสี่" นิมนต์พระสงฆ์ 9 รูปเจริญพระพุทธมนต์ (ตั้งลำ) แสดงพระธรรมเทศนาสารากริชานสุตร เลี้ยงพระถวายไทยทาน และทุกแห่งมีสิ่งประกอบพิธีดังนี้ ตั้งโต๊ะหมู่บูชามีน้ำเข้าขมิ้นส้มป่อย (น้ำที่แช่ด้วย ฝักส้มป่อยแห้งเผาไฟพอหอม กับดอกไม้หอมตากแห้ง เช่น ดอกสารภี เมื่อแช่นานๆ น้ำจะมีสีเหลืองโดยที่ไม่ใส่ขมิ้นเลย) ก่อเจดีย์ทราย ช่อตุง ไม้ค้ำ ไม้ขัว ฝ้ายล้าง (สายสิญจน์) การเจียว ต๋าแหลง และผังผะติ๊บ เริ่มพิธีตั้งแต่ประมาณ 9.00 น เสร็จพิธีแล้วเอาน้ำมนต์จากสถานที่ประกอบพิธีทุกแห่งมารวมที่สถานที่ประกอบ พิธีกลางเวียงเชียงใหม่ เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชน และในตอนเช้าเวลา 05.00 น.มีการนิมนต์พระสงฆ์ สามเณร จำนวนเท่ากับอายุเมืองมารับบิณฑบาตที่กลางเมือง
นอกจากพิธีสืบชะตาเมืองของทางเมืองเชียงใหม่แล้ว ทางเหนือทั่วไปก็นิยมจัดประเพณีสืบชะตาบ้าน และสืบชะตาคนอีกด้วย รายละเอียดดังต่อไปนี้
ประเพณีสืบชะตาบ้าน บ้านเรือนนั้นมีความสำคัญสำหรับครอบครัว เพราะมีบ้านมีเรือนจึงจะบันดาลความสุขหรือความทุกข์ให้กับคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นภายในหมู่บ้านจึงมี "หอ" เป็นเรือนไม้เล็กๆ ปลูกอยู่ระหว่างทางแยก สำหรับเป็นที่อยู่ของเสื้อบ้าน การสืบชะตาบ้านนั้นมักนิยมทำกันก่อนวันเข้าพรรษา คือ ก่อนจะถึงวันสืบชะตา จะมีการประดับประดา "หอ" ให้สวยงามด้วยต้นกล้วย ใช้เป็นซุ้มประตูมีช่อตุงปักอยู่รอบๆ หอและสายสิญจ์โยง และมีการสังเวยหอด้วยอาหารคาวหวาน ดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู เมี่ยง บุหรี่ พิธีสืบชะตาบ้านจะเริ่มจากการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ และจะสวดชัยมงคลคาถา ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้แก่ชาวบ้านที่ไปร่วมพิธีเอาความเป็นสิริมงคล ต่อจากนั้นมักมีการสวดขับไล่เสนียดจัญไรไปจากหมู่บ้าน เพื่อนำความร่มเย็นมาสู่
http://thai.tourismthailand.org/festival-event/chiangmai-50-2440-1.html
สืบชะตาเมืองเชียงใหม่ สี่แจ่งเวียง ห้าประตู หนึ่งสะดือเมือง
อีกปีหลังจากที่เมืองเชียงใหม่ได้ทำพิธีบูชาเสาอินทขิล หรือ
ประเพณีใส่ขันดอกเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการทำพิธีสืบชะตาเมือง
เพื่อความเป็นสิริมงคลของชาวเมืองและยังถือว่าพิธีสืบชะตาเมือง
เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ชาวเชียงใหม่กระทำสืบทอดกันมาช้านาน
ความเชื่อแต่โบราณว่า การเกิดเมืองหรือการสร้างเมืองนั้น
จะสร้างตามฤกษ์ยามและกำหนด สถานที่มหามงคลต่างๆ ไว้
ซึ่งในอดีตนั้นได้กำหนดสถานที่มงคลไว้คือ ประตูเมือง,
แจ่งเมืองและบริเวณ กลางเมืองหรือสะดือเมือง
ให้มีความสอดคล้องกับชัยภูมิ การวางผังเมือง
และความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ โดยได้ยึดถือคัมภีร์มหาทักษา
ซึ่งจะประกอบตามทิศของแผนภูมินครอันประกอบด้วยบริวารเมือง
อายุเมือง เดชเมือง ศรีเมือง มูลเมือง อุตสาหเมือง มนตรีเมือง และกาลกิณีเมือง
นับตั้งแต่มีการสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเมื่อปีพ.ศ.1839 เป็นต้นมา
เจ้าผู้ครองนครและไพร่ฟ้าประชาชนจะร่วมกันทำพิธีสืบชะตาเมือง
อันเป็นพระราชพิธีต่ออายุเมืองให้ยืนยงคงอยู่และสร้างความสุขสมบูรณ์
แก่อาณาประชาราษฎร์ โดยก่อนหน้าที่จะทำพิธีสืบชะตาเมือง
จะทำพิธีบูชาไหว้เสาอินทขิล หรือ ประเพณีใส่ขันดอกอินทขิล
อันเป็นเสาหลักของเมืองเสียก่อน ซึ่งจะกระทำในราวปลายเดือน 8
เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน ไปเสร็จสิ้นเดือน 9 เหนือ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
�ประเพณี 8 เข้า 9 ออก"
หลังจากนั้นแล้วก็จะทำพิธีสืบชะตาเมือง ศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์
ได้กล่าวไว้ว่า มีคัมภีร์สืบชะตาเมืองเชียงใหม่หลายฉบับ
โดยเฉพาะได้กล่าวถึงพิธีสืบชะตาเมืองในสมัยพระเมืองแก้ว
แห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ. 2038 - 2068) ไว้อย่างละเอียดว่า
�พระมหากษัตริย์แห่งนครเชียงใหม่จะทรงเป็นประธานในพิธีสืบชะตาเมือง
เพื่อให้เกิดความสุขสวัสดีแก่บ้านเมืองและประชาชน"
การสืบชะตาเมืองตามความเชื่อของชาวล้านนาเป็นพิธีที่จัดทำขึ้น
เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง ทั้งนี้เพราะบางครั้งเห็นว่าบ้านเมือง
เกิดความเดือดร้อนจากอิทธิพลของดาวพระเคราะห์มาเบียดบัง
ทำให้เมืองเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายเพราะการจลาจล การศึก
และเกิดโรคภัยไข้เจ็บแก่ประชาชนในเมือง
ดังนั้นจึงต้องทำพิธีสืบชะตาเมืองขึ้น
ในคัมภีร์สืบชะตาเมืองเชียงใหม่นั้นยังระบุถึง
การเตรียมพิธีสืบชะตาเมืองด้วย เช่นกล่าวถึง
การนิมนต์พระสงฆ์จำนวนเท่าอายุของเมืองมาสวดมนต์
การนิมนต์พระพุทธรูปแก้วเสตังคมณี จากวัดเชียงมั่นเข้าร่วมพิธี ฯลฯ
นอกจากนี้ในคัมภีร์ยังได้กล่าวถึงการ
บูชาคัมภีร์ธัมม์สารากริกวิชชานสูตร จาก วัดเชียงมั่น 3 ผูก
บูชาคัมภีร์ธัมม์มงคลตันติง จากวัดดวงดี 3 ผูก
บูชาคัมภีร์ ธัมม์นครฐาน จากวัดโชติการาม 1 ผูก
บูชาคัมภีร์ธัมม์ปารมี จากวัดสิงหา ราม 1 ผูก และ
บูชาคัมภีร์ธัมม์อุณหัสวิชัย จากวัดชัยชนะสถานอีก 1 ผูก
ในการสืบชะตาเมืองนั้นอาจารย์ผู้ประกอบพิธีซึ่งเป็นผู้นำ
จะได้เอาสายสิญน์พันรอบกำแพงเมืองแล้วโยงจากประตูช้างเผือก
ประตูสวนดอก ประตู เชียงใหม่ ประตูสวนปรุง และประตูท่าแพ
เข้าสู่กลาง เวียงและนำส่วนปลายสายสิญน์สอดไว้ใต้อาสนะของพระพุทธรูป
และพระสงฆ์ จากนั้นจะต่อสายสิญน์พาดโยงเข้าไปสู่บ้านทุกหลังคา
ในอดีตการจัดให้มีพิธีสืบชะตาเมืองเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่
เพราะเกี่ยวเนื่องกับบ้านเมืองมิใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคล
ดังนั้นบริเวณรอบๆ เมืองจึงถูกกำหนดจุดมงคลต่างๆ ไว้มากมาย เช่น
ที่บริเวณวังหลัง วังหน้า และวังหลวงรวม 3 แห่ง จะนิมนต์พระสงฆ์ไปโปรดเมตตาทำพิธีทางศาสนารวม 19 รูป
ที่บริเวณกลางเวียงจะนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 19 รูป
ประตูเวียงทั้ง 5 ประตูและแจ่งเมืองอีก 4 แจ่งนั้นจะนิมนต์พระสงฆ์ทำพิธี
ปริตตะมงคลสวดมนต์ (เจริญพระพุทธมนต์) โดยพระสงฆ์จะเดินรอบเวียง
ตั้งแต่ประตูสวนดอกไปจนถึงแจ่งหัวริน พระสงฆ์ที่แจ่งหัวรินจะรับช่วงสวด
ต่อไปถึงประตูช้างเผือก และพระสงฆ์ที่ประตูช้างเผือกก็จะรับช่วงสวด
ต่อไปตามจุดพิธีกรรมต่างๆ โดยลำดับถึง 9 แห่ง
ปัจจุบันพิธีสืบชะตาโบราณแบบนี้ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว
เนื่องจากเพราะ พิธีกรรมต่างๆ ได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
พิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่จึงได้ทำ เป็นจุดบริเวณที่มีความสำคัญเท่านั้น
เช่น แจ่งเมืองทั้ง 4 แจ่งที่ประตูเมืองทั้ง 5 ประตู และบริเวณจุดกลางเมือง
หรือที่สะดือเมืองตรงอนุสาวรีย์ 3 กษัตริย์เท่านั้น
การทำพิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่นั้นจะเห็นได้ถึงความศรัทธาและ
ความสามัคคีของชาวบ้านในการออกมาร่วมทำบุญ ซึ่งนอกเหนือจาก
ความ สามัคคีแล้ว สิ่งหนึ่งที่แฝงมาด้วยก็คือความเชื่อในเรื่องพิธีกรรม
ที่สามารถบันดาลให้เกิดความสุขทางใจขึ้น โดยความเชื่อเหล่านี้
จะเกี่ยวเนื่องกับหลักธรรม ทางศาสนา เป็นประหนึ่งแสงสว่าง
ที่ส่องให้พุทธศาสนิกชนก้าวตามรอยที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงชี้แนะเอาไว้
ที่มา
http://ballkung.diaryis.com/?20060608