วิวเมืองปัว ประวัติ อำเภอปัว จังหวัดน่าน
มีโอกาสได้ไปเที่ยว
อำเภอปัวจังหวัดน่านมาครับ ระหว่างเส้นทางการเดินทาง ก็เก็บรูปมาฝากเป้าหมายของเราคือ
อำเภอปัว เพื่อจะไปชมต้นดิกเดียม ที่วัีดปรางค์ครับ เลยเอาวิวมาให้ชมกันด้วยระหว่างที่ที่ไป
อำเภอปัว สวยงามมากครับข้างทางเป็นทุ่งนา มีหมอกเล็กน้อย ออกเดินทางกันแต่เช้าครับประมาณตีห้า รูปอาจจะมืดไปนิด บางรูปอาจจะสั่นแต่ก็สวยแปลกตาไปอีกแบบครับ ผมนั่งหลังกระบะครับเพื่อจะได้เก็บวิวระหว่างทาง ผ่นโรงหนังเก่าของ
อำเภอปัว ด้วยครับ เชิญชมรูปวิว
อำเภอปัว ได้เลยครับ
คำขวัญ อำเภอปัว "ถิ่นผู้กล้าพญาผานอง ท่องอุทยานภูคา ผ้าทอไทยลื้อ เลื่องลือเครื่องเงิน"
วีดีโอ
อำเภอปัว ครับ
ประวัติเมืองปัวชุมชนโบราณเมืองปัวสถานที่ตั้ง ตั้งอยู่ในเขตบ้านปัว (ปัจจุบันเป็นบริเวณของบ้านแก้ม หมู่ 5 ) ตำบลปัว
อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีรายละเอียดการจัดหมวดหมู่ตาม โครงการวิจัยชุมชนโบราณจากภาพถ่ายทางอากาศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดังนี้
เลขที่ (Map nq ) 25 - 2
รหัส (Locality Code) นน. 701921212
เส้นรุ้ง (La T.) 19 องศา 10 ลิปดา 32 ฟิลิปดา(เหนือ)
เส้นแวง (Lomg T.) 100 องศา 55 ลิปดา 13 ฟิลิปดา (ตะวันออก)
ประวัติความเป็นมา ประวัติความเป็นมาของชุมชนโบราณเมืองปัวนี้ตามตำนานและพงศาวดารได้ บ่งบอกให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับชุมชนบริเวณตอน ใต้ ภูเพียงแช่แห้ง และเมืองน่าน ในลักษณะที่เป็นชุมชนโบราณต้นกำเนิดของอารยธรรมในเขตจังหวัดน่าน ก่อนที่จะอพยพเคลื่อนย้ายไปตั้ง เมืองใหม่ทางตอนใต้ดังกล่าว
จาก หลักฐานหลายๆด้าน ทำให้เชื่อว่าบริเวณวัดพระธาตุเบ็งสกัด เป็นศูนย์กลางของเมืองปัวในอดีตและคำอธิบายเกี่ยวกับต้น กำเนิดของบรรพบุรุษของชุมชนแห่งนี้ ก็มีออกมาในลักษณะของตำนานกล่าวคือมีนายพรานผู้หนึ่งได้ขึ้นไปล่าสัตว์บนดอย ภูคา ได้ไข่ขนาดลูก มะพร้าวมาสองฟอง จึงนำมาถวายแก่พระยาภูคาผู้ครองเมืองย่าง เมื่อไข่ฟักออกมาเป็นตัวจึงกลายเป็นทารกชาย 2 คน คือขุนนุ่น และขุนฟอง ซึ่งพระยาภูคาก็ได้เลี้ยงจนเติบใหญ่ และสร้างบ้านเมืองให้อยู่ปกครองผู้คนในบริเวณนั้นคือ เมืองเวียงจันทร์ (หลวงพระบาง) ให้แก่ขุนนุ่นผู้พี่ และเมืองวรนครหรือเมืองปัวให้แก่ขุนฟองผู้น้อง
การกำเนิดของเมือง ปัวในอดีตดังตำนานปรัมปราที่กล่าวมานี้ก็มีส่วนสอดคล้องกับเอกสารที่เป็น พงศาวดารเมืองน่านและเอกสาร อื่นๆ ของล้านนาอยู่บ้าง ส่วนช่วงเวลาของการก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นที่ปัวนั้น ก็เป็นช่วงเวลาของการก่อตั้งบ้านเมืองในที่อื่นๆรอบด้าน ดังเช่นเมือง สุโขทัยทางด้านทิศใต้ เมืองเชียงรายในแคว้นโยนก และเมืองพะเยาทางทิศเหนือ ซึ่งแคว้นเมืองต่างๆนี้ ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของ เมืองปัวในอดีต (พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ : 2530 ; 20 ) อยู่มากพอสมควร ในแง่การปกครองและการติดต่อสัมพันธ์กันทางเชื้อสายตระกูลและ เศรษฐกิจสังคม ดังมีหลักฐานด้านเอกสารแสดงให้เห็นถึงการเข้าครอบครองบ้านเมืองที่ตั้งอยู่ ในเขตพื้นที่นี้ทั้งหมดโดยพระยางำเมืองแห่งเมือง พะเยา ในช่วงก่อนที่จะมีการอพยพเคลื่อนที่ย้ายบ้านเมืองจากเมืองปัวลงมาทางใต้ สู่ที่ตั้งของชุมชนโบราณบริเวณภูเพียงแช่แห้งและเมืองน่านใน ปัจจุบัน
ลักษณะทั่วไปและสภาพปัจจุบัน รูปทรงของเมือง จากการพิจารณาภาพถ่ายทางอากาศพบว่า รูปร่างของชุมชนโบราณแห่งนี้มีลักษณะยาวรี มีความกว้างประมาณ 500 เมตร ยาวประมาณ 800 เมตร (วัดจากภาพถ่ายทางอากาศโดยวิธีเทียบ)
จำนวน ชั้นของคูเมือง เป็นแบบชั้นเดียวในเอกสารบางฉบับได้กล่าวถึงร่อยรอยคูน้ำคันดิน ของกำแพงเมืองที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน อยู่ตรงบริเวณที่มีวัดพระธาตุเบ็งสกัดเป็นศูนย์กลาง จากการสำรวจพบเพียงร่องรอยของแนวคูน้ำคันดินซึ่งอยู่ถัดออกมาจากวัดพระธาตุ เบ็งสกัด ทางด้านทิศใต้ประมาณ 500 เมตร (บริเวณหลังที่ว่าการ
อำเภอปัวในปัจจุบัน) ไม่พบร่องรอยของกำแพงเมืองที่สร้างด้วยอิฐแต่ประการใด ส่วนบริเวณวัดพระธาตุเบ็งสกัดเองก็ไม่พบร่องรอยหรือแนวของคูน้ำคันดินขงอ กำแพงเมือง อาจเป็นเพราะขีดจำกัดด้านเวลาในการสำรวจ หรือ อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพบางอย่าง เช่นคูน้ำคันดินอาจมีการตื้นเขินหรือถูกไถปรับพื้นที่
ในส่วนของ คูน้ำคันดินที่พบซึ่งน่าจะเป็นแนวคูเมืองทางด้านทิศใต้ หรือตะวันตกเฉียงใต้ของชุมชนโบราณเมืองปัว ขนาดคูเมืองมีความ กว้างประมาณ 3 - 4 เมตร ลึกประมาณ 2 - 3 เมตร ส่วนคันดินคงปรากฏเพียงแนวให้เห็นเพียงเล็กน้อยและมีความสูงไม่มากนัก
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบ จากการสำรวจไม่พบหลักฐานอื่นใดนอกจากร่องรอยแนวคูน้ำคันดินทางด้าน ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของชุมชนโบราณ และบริเวณที เพื่อกัน ว่าเป็นศุนย์กลางของชุมชนในอดีตแห่งนี้ คือวัดพระธาตุเบ็งสกัดซึ่งภายในวัดนี้มีโบราณสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ที่เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และวิหารทรงพ้นเมืองที่มีส่วนประดับตกแต่งซุ้มประตูเป็นแบบศิลปลาวล้านช้าง จึงได้ประกาศขึ้นเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติในราช กิจจานุเบกษา เล่มที่ 61 ตอนที่ 65 ลงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2487 แต่สิ่งก่อสร้างและโบราณวัตถุภายในวัดไม่มีสิ่งใดที่จะมีอายุเก่าแก่เท่ากับ เวลา ที่ระบุไว้ในพงศาวดารเมืองน่าน คือในราวตอนต้นพุทธศตวรรณที่ 19
เส้นทางเข้าสู่ชุมชนโบราณเมืองปัว การ เดินทางไปยังชุมชนโบราณสถานนี้สามารถทำได้โดยสะดวก เนื่องจากอยู่ในเขตสุขาภิบาล
อำเภอปัว อยู่ห่างจากเมืองน่านขึ้น ไปทางเหนือประมาณ 60 กม. ตามทางหลวงจังหวัด 1080 แล้วเข้าแยกขวาตามทางหลวงจังหวัด 1080 ประมาณอีก 300 - 500 เมตร
------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมจังหวัดน่าน . ชุมชนโบราณในจังหวัดน่าน, หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศิลปกรรม ท้องถิ่นจังหวัดน่าน ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดน่าน โรงเรียนสตรีศรีน่าน พ.ศ. 2533
ขอบคุณข้อมูลจาก
site:http://www.tessabanpua.org/home/index.php?option=com_content&task=view&id=105&Itemid=206




