ภาพเพิ่มเติม ครับ เต็มไปด้วย ประวัติศาสตร์เจงๆ

website วัด ครับ
http://www.ch.or.th/default_thai.asp
ประวัติวัดพระธาตุแช่แห้งแห้งตามพงศาวดารที่ได้มีการบันทึกมามีมากมายหลายกระแสทั้งบันทึกไว้ในฝ่ายวัดทั้งบันทึกไว้ในฝ่ายเมือง ข้อมูล
ประวัติวัดพระธาตุแช่แห้งที่ได้เขียนในหนังสือเล่มนี้ อาจมีความแตกต่างจากบันทึกอื่นๆไปบ้าง ก็เพราะเป็นการประมวลจากบันทึกหลายสำนัก เพื่อให้ได้ใจความสำคัญพอสมควร แต่ก่อนที่จะเข้าถึงเนื้อหาของ
ประวัติวัดพระธาตุแช่แห้ง ก็ต้องขอย้อนยุคไปในสมัยก่อนเริ่มสร้างเวียงภูเพียงแช่แห้ง เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบถึงความเป็นมาอันยาวนานของอาณาจักรแห่งนี้ก่อน
ในสมัยครั้ง พญาภูคา ทรงปกครองเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง คือ เมืองย่าง ที่ตั้งอยู่ภายใต้วงล้อมของป่า และภูเขาสูงใหญ่ ที่ขนานนามว่า ดอยภูคา พญาภูคา มีโอรส ๒ องค์ องค์พี่มีนามว่า เจ้าขุนนุ่น ส่วนองค์น้อง มีนามว่า เจ้าขุนฟอง เรื่องราวของสองพี่น้องนี้เป็นตำนานเล่ามาว่า
มีนายพรานป่าผู้หนึ่งออกไปล่าสัตว์ในป่า ได้เดินตามรอยเนื้อหลงขึ้นไปบนยอดดอย และได้หยุดพักใต้ร่มไม้ต้นหนึ่ง ที่โคนต้นไม้นั้น เขาได้พบไข่ ๒ ลูก ใหญ่ขนาดลูกมะพร้าว นายพรานผู้นั้นจึงนำไปถวายพญาภูคา ท้าวพญาท่านได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ลูกหนึ่งได้เก็บไว้ในตะกร้านุ่น อีกลูกหนึ่งเก็บไว้ในตะกร้าฝ้าย ครั้นไม่นานนักไข่ที่เก็บไว้ในตะกร้านุ่นก็เกิดแตกก่อนออกมาเป็นเด็กชายมีผิวพรรณวรรณงามนัก ท้าวพญาก็ได้ให้ชื่อว่า เจ้าขุนนุ่น ต่อมาอีกไม่นานไข่ใบที่สองที่เก็บไว้ในตะกร้าฝ้ายก็แตกออกเป็นเด็กชายที่มีผิวพรรณวรรณงดงามไม่แพ้กันท้าวพญาจึงได้ให้ชื่อว่า เจ้าขุนฟองและเลี้ยงเด็กชายทั้งสองดั่งราชโอรสจนเติบใหญ่
ครั้นเจ้าขุนนุ่นอายุได้ ๑๘ ปีและเจ้าขุนฟองอายุได้ ๑๖ ปีได้กราบทูลขอพระราชบิดาออกมาสร้างบ้านสร้างเมืองเอง ท้าวพญาจึงได้ให้พระฤาษีเถรเจ้าหาที่สร้างบ้านสร้างเมืองให้ราชโอรสทั้งสอง พระฤาษีเถรเจ้าจึงได้พาเจ้าขุนนุ่นเดินทางไปยังทิศตะวันออกของเมือง พอไปถึงสถานที่หนึ่งมีชัยภูมิเหมาะแก่การสร้างเมืองพระฤาษีเถรเจ้าก็ให้เจ้า ขุนนุ่นตั้งเมืองอยู่ที่นั่น และตั้งชื่อเมืองว่า จันทบุรี เสร็จดังนั้นพระฤาษีเถรเจ้าก็ได้กลับมาพาเจ้าขุนฟองเดินทางไปยังทิศ ตะวันตกเฉียงเหนือถึงใกล้แม่น้ำแห่งหนึ่ง(แม่น้ำน่านปัจจุบัน)พระฤาษีเจ้าก็ ได้ให้เจ้าขุนฟองตั้งเมืองอยู่ที่นั่นและให้ชื่อว่า วรนคร (ปัจจุบันคือท้องที่ อ.ปัว) เมืองวรนครนี่แหละคือต้นกำเนิดของเมืองน่าน
เจ้าขุนฟองเสวยราชสมบัติอยู่เมืองวรนครได้ไม่นาน ก็ได้ถึงแก่พิราลัยเหล่า เสนาอามาตย์ทั้งหลายก็สถาปนา เจ้าเก้าเกื่อน ผู้เป็นราชโอรสขึ้นครองราชย์แทน เจ้าเก้าเกื่อนเสวยราชย์เมืองวรนครระยะเวลาหนึ่ง พญาภูคาเจ้าเมืองย่างผู้เป็นปู่ซึ่งได้ชราภาพลงมากนักได้มีพระราชสารถึงเจ้าเก้าเกื่อนให้มาปกครองเมืองย่างแทน เมื่อนั้นเจ้าเก้าเกื่อนจึงได้ให้ นางพญาท้าวคำปินผู้เป็นมเหสีรักษาเมืองวรนครแทน อยู่ได้ไม่นานเท่าใดพญางำเมืองเจ้าผู้ครองพะเยา รู้ข่าวว่าเมืองวรนครขาดเจ้าผู้ปกครองเมืองจึงได้ยกทัพเข้ามาชิงเอาเมืองไป นางพญาท้าวคำปิงจึงหนีไปซ่อนตัวอยู่ในป่า และได้ประสูติราชโอรสภายในป่านั่นเอง ครั้นเวลาหนึ่งได้มีนายบ้านซึ่งเป็นพ่อครัวเก่าไปเจอเข้าก็ได้นำพระมเหสีและราชโอรสไปเลี้ยงจนเติบใหญ่ จนอายุได้ ๑๖ ปี นายบ้านก็ได้นำราชโอรสเข้าเฝ้าพญางำเมือง ท้าวพญาก็เห็นว่ามีฝีมือดีนัก จึงได้ตั้งชื่อให้ว่า เจ้าขุนไส่ ต่อมาได้มีความดีความชอบพญางำเมืองจึงได้ให้ไปปกครองเมืองปาด ให้ชื่อว่า เจ้าไส่ยศ
เมื่อนั้นพญางำเมืองจะเสด็จกลับเมืองพะเยาจึงได้ตั้งมเหสีที่ได้แต่เมืองวรนครชื่อ อั้วสิม และโอรสชื่อ เจ้าอามป้อม ปกครองเมืองแทน ครั้นถึงฤดูปีใหม่ นางอั้วสิม และเจ้าอามป้อมได้นำเครื่องบรรณาการไปถวายแด่พญางำเมืองที่เมืองพะเยา แต่ได้ถูกท้าวพญาตำหนิก็เก็บความแค้นไว้ในใจ เมื่อกลับมาถึงเมืองวรนคร นางจึงแต่งหนังสือถึง เจ้าไส่ยศ เจ้าเมืองปาดให้ยกทัพมายึดเมืองวรนครและตกแต่งกันเป็นผัวเมีย ครั้นพญางำเมืองทราบข่าวก็โกรธมากจึงยกทัพไพร่พลศึกเป็นอันมากมาตีเมืองวรนคร เมื่อนั้นเจ้าไส่ยศ จึงแต่งเจ้าอามป้อมเป็นทัพหน้าออกไปรบ พญางำเมืองเห็นดังนั้นก็มีใจรักลูกจึงได้ยกทัพกลับพะเยาดังเดิม
เมื่อนั้นเสนาอามาตย์ทั้งหลายมีเจ้าอาป้อมเป็นต้น ก็ได้อุสาราชาภิเษกเจ้าขุนไส่ยศ เจ้าเมืองปาด ให้เสวยราชย์ปกครองเมืองวรนคร ในปีพุทธศักราช ๑๘๖๒ นั่นเอง และทรงใช้พระราชทินนามว่า เจ้าพญาผานอง ( เหตุว่าตอนประสูติในป่านั้นไม่มีน้ำกินน้ำใช้ภายหลังฝนตกลงมาเกิดน้ำนองพัดหินผามากองเป็นจำนวนมาก) ทรงปกครองบ้านเมืองมายาวนานได้ ๓๐ ปี มีพระราชโอรสทั้งหมด ๖ พระองค์ องค์ที่ ๑ ชื่อเจ้าการเมือง องค์ที่ ๒ ชื่อ เจ้าเล่า องค์ที่ ๓ ชื่อ เจ้ารื่น องค์ที่ ๔ ชื่อ เจ้าบาจาย องค์ที่ ๕ ชื่อ เจ้าควายตม องค์ที่ ๖ ชื่อเจ้าไส ครั้นเมื่อพญาผานองสวรรคต เหล่าเสนาอามาตย์ก็สถาปนา เจ้าขุนไส ราชโอรสองค์ที่ ๖ ขึ้นเสวยราชย์แทน เจ้าขุนไสเสวยราชย์ได้ ๓ ปี ก็สวรรคต
ในปีพุทธศักราช ๑๘๙๖ นั่นเอง เหล่าเสนาอามาตย์ทั้งหลายก็จึงได้สถาปนาราชาภิเษก เจ้าพญาการเมือง ขึ้นเสวยราชย์ปกครองเมืองวรนครสืบมา และเรื่องราวพระธาตุแช่แห้งได้เริ่มต้นขึ้นในสมัย พญาการเมืองนี่เอง กล่าวว่า
เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๖ ในขณะที่ พญาการเมืองเจ้าผู้ครองเมืองวรนคร ได้รับเชิญจาก พระยาโสปัตตกันทิ (พระเจ้าไสลือไท) กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ให้ไปร่วมพระราชกุศล สร้างพระอารามหลวงในกรุงสุโขทัย เมื่อทรงสร้างพระอารามหลวงเสร็จแล้ว พระเจ้ากรุงสุโขทัย ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอันมาก ที่เจ้าผู้ครองนครน่านได้มาร่วมพระราชกุศลสร้างพระอารามหลวงจนเป็นผลสำเร็จ จึงได้โปรดพระราชทาน พระบรมสารีริกธาตุให้รวม ๗ องค์ รูปพรรณสัณฐานเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด มีวรรณะต่างกัน และพระพิมพ์ทองคำ ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ ให้แก่ พญาการเมือง
พญาการเมือง มีความยินดีอย่างมาก จึงได้อาราธนาพระบรมสารีริกธาตุกลับมายังเมือง วรนคร แล้วพระองค์ได้ปรึกษา พระมหาเถรธรรมบาล พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ว่า สมควรจะอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุนี้ไปประจุไว้ ณ ที่ใดจึงจะสมควร
พระมหาเถรธรรมบาล ได้พิจารณาแล้วให้คำแนะนำว่า ที่ดอยภูเพียงแช่แห้งเป็นชัยภูมิดีสมควรอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานไว้ ณ ที่นั้น พญาการเมืองเห็นชอบด้วย จึงได้อันเชิญพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมด้วยพระพิมพ์ทองคำ พระพิมพ์เงิน ไปยังดอยภูเพียงแช่แห้ง ประจุลงในเต้าปูนทองสำริด แล้วพอกด้วยสะตาย (ปูนขาวผสมยางไม้) กลมเหมือนก้อนศิลา แล้วขุดหลุมลึก ๑ วา อาราธนาพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานไว้ในหลุมนั้น กลบดินแล้วก่อเจดีย์สูง ๑ วา ทับไว้อีกชั้น
เมื่อพญาการเมืองได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ ณ ดอยภูเพียงแช่แห้งแล้ว กาลต่อมาหลังจากเสวยราชสมบัติที่เมืองวรนครได้ ๖ ปี จึงย้ายจากเมืองวรนคร ( อำเภอปัวในปัจจุบัน ) มาสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่เชิงดอยภูเพียงแช่แห้ง ทรงขุดคลอง และสร้างกำแพงดินเป็นกำแพงเมืองมีประตูเข้าออกดีแล้ว ทรงขนานนามเมืองตามชื่อดอยว่า เวียงภูเพียงแช่แห้ง
พญาการเมือง ทรงปกครองเวียงภูเพียงแช่แห้งแห่งนี้ได้เพียง ๕ ปี ขุนอินตาเมืองใต้ ได้เอาผ้าชั้นดีเคลือบยาพิษมาถวายเป็นบรรณาการ พระองค์ทรงเอาพระหัตถ์ลูบจับผ้าดู ก็โดนยาพิษถึงแก่พิราลัยในปีพุทธศักราชที่ ๑๙๐๖ นั่นเอง พญาผากอง ผู้เป็นโอรส ได้ขึ้นครองเมืองสืบมาอีก ๖ ปี แม่น้ำเตี๋ยนและ แม่น้ำลิง(แม่น้ำน่านในปัจจุบัน)ได้เปลี่ยนกระแสน้ำทำให้เกิดความแห้งแล้งทุรกันดารหาน้ำกินน้ำดื่มไม่ได้ พญาผากองจึงพิจารณาว่าบริเวณบ้านห้วยไค้ เป็นชัยภูมิที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมสำหรับสร้างเมืองใหม่
จึงในปี พุทธศักราช ๑๙๑๑ ปีมะเมีย เดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำ พญาผากอง ก็อพยพไพร่พลประชาชน ข้ามลำน้ำลิง(แม่น้ำน่านในปัจจุบัน) มาตั้งเมืองใหม่อยู่ที่ บ้านห้วยไค้ และนี่เองก็คือที่ตั้งตัวเมืองน่านในปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นปรากฎว่านครน่านปกครองตัวเองได้ไม่นาน ก็ถูกรุกรานจากนครรัฐต่างๆ และได้ตกเป็นเมืองขึ้นของ เมืองแพร่ เมืองสุโขทัย เมืองเชียงใหม่ และพม่า ผลัดเปลี่ยนหมุนวียนกันมาปกครองเรื่อยมาตามยุคสมัย และไม่ปรากฏว่ามีเจ้าผู้ครองนครองค์ใดได้สร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุแช่แห้ง ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่า ป่าไม้ปกคลุม องค์พระธาตุจึงได้ชำรุดทรุดโทรมปรักหักพังลงไปในที่สุด
นับแต่สิ้นพญาการเมืองกาลเวลาล่วงมาอีก ๑๑๓ ปี
ในปีพุทธศักราช ๑๙๙๓ นครน่าน ถูกปกครองโดยพระเจ้าติโลกราช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งผู้แทนพระองค์สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาปกครองนครน่าน
จวบจนถึงในปีพุทธศักราช ๒๐๑๙ พระเจ้าติโลกราชได้ทรงให้เจ้าหลวงท้าวขาก่านเจ้าผู้ครองนครฝางมาปกครองนครน่าน ในบันทึกตามพงศาวดารได้บรรยายรูปร่างลักษณะเจ้าหลวงท้าวขาก่านไว้ว่า มีผิวกายสีดำแดง สักยันต์เป็นรูปนาคราชตั้งแต่ขาจนถึงน่อง ยามเดินว่องไว ปราดเปรียวนัก เจ้าหลวงปกครองนครน่านได้ระยะหนึ่ง จึงได้ใช้ให้หมื่นคำไปถวายเครื่องบรรณาการแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ หลังจากนั้นหมื่นคำได้ไปกราบนมัสการพระคุณเจ้ามหาเถรวชิรโพธิ์และได้สนทนาธรรมกับพระคุณเจ้า พระคุณเจ้าจึงได้ให้ตำนานพระธาตุแช่แห้งที่ได้มาจากเมืองลังกากับ หมื่น คำหมื่นคำได้ตำนานนั้นกลับมาถวายเจ้าหลวงท้าวขาก่าน เมื่อเจ้าหลวงได้ศึกษาอ่านตำนานที่ได้มาจึงได้รู้ว่าบริเวณบนดอยภูเพียงแช่ แห้งมีองค์พระธาตุประดิษฐานอยู่ก็มีจิตศรัทธาใคร่ทำนุบำรุงองค์พระธาตุแช่ แห้งสืบต่อ
เมื่อนั้นเจ้าหลวงท้าวขาก่านพร้อมด้วยสังฆเจ้าและ ชาวเมืองทั้งหลายได้พากันแผ้วถางบริเวณดอยภูเพียงแช่แห้งซึ่งขณะนั้นถูกปก คลุมด้วยป่าไผ่เครือเถาวัลย์ จนเจอจอมปลวกใหญ่ลูกหนึ่งก็พากันทำการสักการบูชา ครั้นถึงเวลากลางคืนบริเวณจอมปลวกก็ปรากฏดวงพระธาตุเจ้าแสดงปาฏิหาริย์เปล่งรัศมีรุ่งเรืองนัก จึงได้พากันขุดบริเวณจอมปลวกดูขุดได้ลึก ๑ วาก็เจอก้อนศิลากลมเกลี้ยงลูกหนึ่ง เมื่อทุบให้แตกก็พบ ผอูบทองคำมีฝาปิดสนิท เมื่อเปิดออกดูก็พบพระธาตุเจ้า ๗ องค์ พระพิมพ์คำ ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ ที่พญาการเมืองได้มาจากเมืองสุโขทัยและนำมาประดิษฐานไว้ แล้วเจ้าหลวงท้าวขาก่านได้นำพระธาตุรวมทั้งพระพิมพ์เงิน พระพิมพ์คำที่ขุดได้ทั้งหมดมาเก็บไว้ที่หอคำและได้กราบบังคมทูลให้พระเจ้าติโลกราชทราบ พระเจ้าติโลกราชทรงมีกระแสรับว่าเมื่อขุดได้ที่ใดก็ให้เก็บไว้ยังที่นั้น เมื่อนั้นเจ้าหลวงท้าวขาก่านพร้อมด้วยสังฆเจ้าท้าวพระยาทั้งหลายก็พร้อมใจกันนำพระบรมสาริกธาตุเจ้าพร้อม พระพิมพ์เงินพระพิมพ์คำมาประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม และก่อเจดีย์ สูง ๖ วาคร่อมไว้ เจ้าหลวงท้าวขาก่านปกครองนครน่านได้ ๔ ปี มีความดีความชอบมาก จึงในปีพุทธศักราช ๒๐๒๓ พระเจ้าติโลกราชได้ปูนบำเหน็จให้เจ้าหลวงท้าวขาก่านไปปกครองนครเชียงรายสืบต่อ
ในปีพุทธศักราช ๒๐๒๔ พระเจ้านครเชียงใหม่ได้ให้ท้าวอ้ายยวมมาปกครองนครน่านสืบต่อจากเจ้าหลวงท้าวขาก่าน เมื่อนั้นท้าวอ้ายยวมก็ได้บูรณะองค์พระธาตุแช่แห้งให้สูงใหญ่กว่าเดิม กว้าง ๑๐ วา สูง ๑๗ วา ใช้เวลานาน ๔ ปี จึงเสร็จสิ้นบริบูรณ์ และท้าวอ้ายยวมก็ได้ถึงแก่พิราลัยในปีนั้นเอง พระเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้ส่งเจ้าผู้ครองนครต่างๆมาปกครองนครน่านสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา ตามพงศาวดารไม่ได้กล่าวถึงเกี่ยวกับพระธาตุแช่แห้ง จนถึงในปีพุทธศักราช ๒๐๖๒ สมัยพระยาคำยอดฟ้าปกครองนครน่าน ท่านเสวยเมืองได้ ๔ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๐๖๕ พระยาคำยอดฟ้าพร้อมด้วยสังฆเจ้า ครูบาวัดแช่แห้ง ขุนนางบ้านเมืองทั้งหลายก็ได้สร้างพระเจ้าล้านทอง และสร้างกำแพงแก้วล้อมองค์พระมหาธาตุเจ้าไว้ ทรงปกครองนครน่านได้ ๙ ปีก็ถึงแก่พิราลัย เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้ให้เจ้าพระยาพลเทพฦาไชย มาปกครองนครน่านแทน ทรงปกครองนครน่านได้ ๓๒ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๐๗๐ เจ้าฟ้าหงษามังตรายกทัพมาตีนครเชียงใหม่ได้ พระยาพลเทพฦาไชยได้หนีไปล้านช้าง นับแต่นั้นนครน่านก็อยู่ภายใต้การปกครองของพม่า
ในปีพุทธศักราช ๒๑๐๓ เจ้าฟ้าหงษามังตรา ก็ได้ให้พระยาหน่อคำเสถียรไชยสงคราม มาปกครองนครน่าน